กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับกำลังเร่งแสวงหาทางออกด้านความมั่นคงระยะยาวใหม่ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสหรัฐและอิหร่านเตรียมบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเร็วๆ นี้ บทเรียนจากวิกฤตสงครามครั้งล่าสุดสะท้อนชัดเจนว่า ร่มเงาการคุ้มครองจากกองทัพสหรัฐไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้อีกต่อไป บีบให้ชาติตะวันออกกลางต้องเร่งแสวงหาพันธมิตรใหม่และพึ่งพาตนเองเพื่อรับมือกับบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้ประกาศยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่าข้อตกลงกับรัฐบาลเตหะรานใกล้จะบรรลุผลแล้ว พร้อมระบุว่าจะประกาศเวลาและสถานที่ สำหรับการลงนามในเร็วๆ นี้ ขณะที่ฝั่งอิหร่านยังมีท่าทีระมัดระวัง โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเปิดเผยว่า รัฐบาลเตหะรานกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐเสนอมา นอกจากนี้ ท่าทีล่าสุดของนายกรัฐมนตรีชาห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน ยังเป็นอีกสัญญาณที่ชี้ว่าข้อตกลงดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นจริง ซึ่งการยุติความขัดแย้งในครั้งนี้จะส่งผลสืบเนื่องอย่างลึกซึ้งต่อทิศทางความมั่นคงของทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง
ที่ผ่านมา สหรัฐมีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารอย่างน้อย 19 แห่งทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ รวมถึงฐานทัพถาวรในบาห์เรน อียิปต์ อิรัก จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีกำลังพลประจำการอยู่ราว 40,000-50,000 นาย รูปแบบการพึ่งพาพันธมิตรด้านความมั่นคงนี้เคยเป็นกลไกป้องปรามที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่ยุค 1980
แต่ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ชาติอาหรับที่เป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐกลับตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเสียเอง แม้รัฐบาลเตหะรานจะเรียกประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็น "พี่น้อง" และชาติอาหรับจะยืนยันว่าไม่ได้เป็นฐานปล่อยอาวุธโจมตีอิหร่านก็ตาม มีรายงานพลเรือนอย่างน้อย 28 รายใน 6 ชาติสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนและจรวด
ไซมอน มาบอน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Lancaster University ชี้ว่า "สงครามครั้งนี้ได้ทำลายความรู้สึกปลอดภัยนั้นลง ร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐตกอยู่ในภาวะเสื่อมถอยหรือไร้ประสิทธิภาพ การมีกองกำลังสหรัฐอยู่ในประเทศกลับหมายความว่าพวกเขาต้องกลายเป็นเป้าหมายโดยตรง ซึ่งเป็นความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"
นอกเหนือจากมิติความมั่นคง ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวของชาติอาหรับด้วย เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับชาติอาหรับที่พยายามกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ยูเออี บาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากที่ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้ส่งออกพลังงาน แม้ซาอุดีอาระเบียจะแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนทิศทางท่อส่งน้ำมันไปยังทะเลแดงได้บางส่วน แต่ความพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ก็ต้องใช้เวลาและเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่าจะสามารถทดแทนช่องแคบเส้นนี้ได้
บทเรียนจากความขัดแย้งกำลังบีบให้ชาติอ่าวอาหรับต้องหันมาใช้แนวทางเจรจากับอิหร่านแทนการเผชิญหน้า ซึ่งมีการปูทางไว้ก่อนสงครามปะทุขึ้นแล้ว เช่น การที่ยูเออีฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเตหะรานในปี 2022 และดีลประวัติศาสตร์ที่จีนเป็นคนกลางรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่านเมื่อปี 2023 อย่างไรก็ตาม มาห์จูบ อัล-ซูไวรี นักวิชาการด้านการเมืองตะวันออกกลางประเมินว่า ความหวังที่จะรื้อฟื้นกรอบความมั่นคงระดับภูมิภาคอย่าง ข้อริเริ่มสันติภาพฮอร์มุซยังคงเป็นไปได้ยากในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากข้อเสนอดังกล่าวดูจะขัดแย้งกับพฤติกรรมในโลกความเป็นจริงที่อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองของเพื่อนบ้าน
แนวโน้มทิศทางในอนาคตของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับคือการสร้างกรอบความร่วมมือแบบผสมผสาน โดยจะยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐเอาไว้ แต่จะหันไปแสวงหาทางเลือกใหม่ในระดับภูมิภาคและเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองมากขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ข้อตกลงป้องกันร่วมกัน (Mutual defence agreement) ระหว่างซาอุดีอาระเบียและปากีสถานที่เพิ่งลงนามไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าการโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งจะถือเป็นการโจมตีทั้งสองประเทศ
อัล-ซูไวรี ทิ้งท้ายถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างของภูมิภาคนี้ว่า "สงครามครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผู้ค้ำประกันด้านความมั่นคงทุกรายล้วนปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ภูมิภาคนี้ต้องจ่ายราคาแพงให้กับสงครามที่ตนไม่ได้เป็นผู้เลือก ความมั่นคงของรัฐอ่าวอาหรับจะไม่ถูกกำหนดขึ้นที่สหรัฐอีกต่อไป แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศเหล่านี้ตระหนักว่าพวกเขาต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยสองมือของตนเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อไฟสงครามปะทุ ผู้ที่อยู่ใกล้เปลวเพลิงที่สุดย่อมเป็นผู้ที่ต้องรับเคราะห์เสมอ"
อ้างอิง Al Jazeera


