สื่อต่างประเทศรายงานข่าว เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ เผยทรงเป็นเจ้าหญิงนักกฎหมายของไทย ผู้ขับเคลื่อนเพื่อผู้หญิง และผู้ทรงพระปรีชาชาญบนเวทีระหว่างประเทศ
ในวันนี้ (12 มิ.ย.2569) สื่อต่างประเทศทั่วโลกต่างพร้อมใจกันรายงานข่าวการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งตามแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง เมื่อวันศุกร์ ระบุว่า พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย.2569 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร ขณะพระชนมายุ 47 พรรษา
สื่อต่างประเทศหลายสำนัก อาทิ บลูมเบิร์ก, ซีเอ็นเอ็น และรอยเตอร์ส รายงานตรงกันถึง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และเรือนจำ การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง การช่วยเหลือสตรีและเด็ก บทบาททูตสันถวไมตรีบนเวทีสหประชาชาติ ไปจนถึงบทบาทในฐานะเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานข่าวเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ว่า พระองค์ทรงได้รับการกล่าวถึงในสื่อไทยหลายครั้งในฐานะ “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” โดยทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล และทรงเป็นเนติบัณฑิตไทย
ในปี 2549 ได้มีการจัดตั้ง “กองทุนเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย” เพื่อมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนไทยที่ศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยคอร์เนล ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษา
พระองค์ยังทรงมีบทบาทสาธารณะที่โดดเด่น โดยทรงปฏิบัติพระกรณียกิจหลากหลายในภาครัฐของไทยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000
หนึ่งในตำแหน่งสำคัญคือ การทรงดำรงตำแหน่ง "เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย" ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันยังทรงเป็น "ผู้แทนถาวรของไทยประจำองค์การสหประชาชาติ" และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ณ กรุงเวียนนา
ส่วนภายในประเทศ พระองค์ทรงปฏิบัติงานในสำนักงานอัยการสูงสุด และทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติด และอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)
พระองค์ทรงเป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปเรือนจำ โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง ทรงริเริ่ม “โครงการกำลังใจ” เพื่อช่วยเหลือสตรี และเด็กในเรือนจำ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันจนที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรอง “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” (Bangkok Rules) ในปี 2553 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง
ด้านสำนักข่าวเอพี (AP) ยังรายงานถึงบรรยากาศภายหลังการประกาศข่าวการสิ้นพระชนม์ มีประชาชนกลุ่มเล็กๆ ได้เดินทางมารวมตัวกันภายในบริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งเป็นสถานที่ ที่พระองค์ประทับรักษาพระอาการประชวร โดยส่วนใหญ่ต่างถือพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ในช่วงเวลาต่างๆ
นางปฐมาภรณ์ หนึ่งในผู้มาร่วมแสดงความอาลัย กล่าวว่า เธอเดินทางมาตั้งแต่วันพฤหัสบดี และค้างคืนที่โรงพยาบาลเพื่อแสดงการสนับสนุนพระองค์ โดยไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการประกาศข่าวการสิ้นพระชนม์ในเช้าวันรุ่งขึ้น
“ฉันรู้ว่าพระองค์ทรงประชวร แต่ก็หวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ฉันรู้สึกเสียใจ และตกใจมาก”
นอกจากบทบาททางด้านกฎหมาย การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และในเวทีระหว่างประเทศที่โดดเด่นแล้ว สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงงานเพื่อฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง ทรงมีบทบาทในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิง และการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรี ในฐานะทูตสันถวไมตรีกิตติมศักดิ์ขององค์การสหประชาชาติ
ความพยายามของพระองค์มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) รับรอง “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” (Bangkok Rules) ว่าด้วยการดูแล และปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง
“สังคมไม่สามารถเติบโตได้ หากยังมีความไม่มั่นคง และความไม่เป็นธรรม” เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ตรัสในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP เมื่อปี 2556
“หากปราศจากหลักนิติธรรม และปราศจากระบบยุติธรรมที่ดี ก็จะเกิดความสับสนวุ่นวายเสมอ”
“ข้าพเจ้าคิดว่าหลักนิติธรรมเป็นเสาหลักที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และแน่นอนว่ารวมถึงสิทธิมนุษยชนด้วย”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

