ประธานาธิบดี ทรัมป์ ถอยจากคำขู่ที่จะเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลง หลังจากที่เพิ่งขู่ก่อนหน้านั้นว่าจะถล่มอิหร่าน “อย่างหนักหน่วงที่สุด”
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอยจากคำขู่ที่จะเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งถือเป็นการกลับลำอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่เขาเพิ่งลั่นวาจาไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้นว่าจะถล่มสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ “อย่างหนักหน่วงที่สุด” พร้อมขู่จะยึดโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน
กองกำลังสหรัฐได้เดินหน้าโจมตีอิหร่านติดต่อกัน 2 วันเต็ม และในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (11 มิ.ย. 69) ตามเวลาสหรัฐ(ซึ่งช้ากว่าไทย 11 ชั่วโมง) ทรัมป์เพิ่งจะประกาศว่าสหรัฐจะถล่มต่อเป็นวันที่ 3 แต่พอตกบ่าย ทรัมป์กลับโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียว่าได้ยกเลิกการโจมตีแล้ว โดยอ้างอีกครั้งว่าข้อตกลงใกล้จะบรรลุผลสำเร็จ ทั้งที่ฝั่งอิหร่านยังไม่มีการยืนยันใด ๆ
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ว่า การลงนามอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในสุดสัปดาห์นี้ที่ยุโรป และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ จะเดินทางไปร่วมงานหากข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจริง เขายังอ้างด้วยว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้เห็นชอบกับข้อตกลงนี้แล้ว แม้จะยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี
โดยประธานาธิบดีสหรัฐนิยามสิ่งนี้ว่าเป็น “บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่แข็งแกร่งมาก แต่อาจจะยังเป็นแค่ในเชิงหลักการอยู่บ้าง” ซึ่งจะช่วยให้การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง และมีข้อผูกมัดให้อิหร่านยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีโดยอ้างแหล่งข่าวไม่เผยนามว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านยังไม่ได้อนุมัติเนื้อหาในร่างข้อตกลงใด ๆ กับสหรัฐทั้งสิ้น โดยโครงการนิวเคลียร์และทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งหลักในการเจรจามาโดยตลอด
“มันเป็นสิ่งที่จะต้องสำเร็จ” ทรัมป์กล่าว “พวกเขาอยากลงนามในข้อตกลงนี้พอ ๆ กับผม หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ”
- ราคาน้ำมันร่วงต่ำกว่า 90 เหรียญ หุ้นขึ้น
คำแถลงของทรัมป์ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นดีดตัวรับข่าวทันที
การประกาศของทรัมป์ถือเป็นท่าทีสับสนและขัดกันเองครั้งล่าสุดนับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ โดยในตอนแรกทรัมป์เคยกล่าวว่าความขัดแย้งนี้จะกินเวลาเพียง 4-6 สัปดาห์ ทว่าตอนนี้สงครามลากยาวเข้าสู่เดือนที่ 4 แล้ว และเริ่มสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวอเมริกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากต้องแบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ผู้นำสหรัฐยืนยันมาเป็นสิบ ๆ ครั้งว่าข้อตกลงอยู่แค่เอื้อม แต่ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง การให้คำมั่นครั้งใหม่นี้มีขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิงนาน 2 เดือนเพิ่งพังทลายลงไปไม่กี่วันก่อนหน้า จากการเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันไปมาของทั้งสองฝ่าย
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการทูตเปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน โดยมีกาตาร์เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะคนกลางนั้น ยังคงดำเนินไปและมีความคืบหน้า แม้จะมีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยต่างฝ่ายต่างใช้การโจมตีทางทหารเป็นเครื่องมือในการกดดันอีกฝ่าย เพื่อให้ตนเองได้เปรียบและได้เงื่อนไขที่ดีกว่าในการเจรจา
ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล รวมถึงผู้นำของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, บาห์เรน และคูเวต และมีแผนจะหารือกับประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกีด้วย อย่างไรก็ตาม รายชื่อประเทศที่ทรัมป์อ้างว่าเห็นชอบกับกรอบข้อตกลงก่อนหน้านี้ กลับไม่มีชื่อของอิหร่านรวมอยู่ด้วยอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี ทรัมป์เคยขู่ว่าจะยกระดับความรุนแรงครั้งใหญ่โดยส่งกองกำลังสหรัฐเข้ายึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางพลังงานที่สำคัญยิ่งของอิหร่าน ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวจำเป็นต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดินของอเมริกา
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขากลับแสดงความลังเลผ่านทางทีวีช่องฟอกซ์นิวส์โดยยอมรับว่า “ไม่แน่ใจว่าคนอเมริกันจะพร้อมยอมรับ” ปฏิบัติการส่งทหารราบแบบนั้นหรือไม่ และเมื่อถูกถามในห้องทำงานรูปไข่ในเวลาต่อมาว่า แผนการยึดเกาะนี้ถูกพับเก็บไปแล้วใช่ไหม ทรัมป์ตอบว่า “ถ้าเราลงนามในข้อตกลงนี้ แผนนั้นก็คงพับไป”
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐยังระบุในโพสต์โซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ด้วยว่า การปิดล้อมทางทะเลของกองทัพเรือสหรัฐต่ออิหร่าน “จะยังคงดำเนินไปอย่างเต็มกำลังจนกว่าข้อตกลงนี้จะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์”
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา อิหร่านประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้เรือทุกประเภทผ่าน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าจะกระชับพื้นที่ในน่านน้ำดังกล่าวให้แน่นหนาขึ้น คำอ้างของอิหร่านเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ทรัมป์ระบุว่า กองทัพสหรัฐได้ช่วยคุ้มกันเรือพาณิชย์ “มากกว่า 200 ลำ” ให้แล่นผ่านช่องแคบนี้ ส่งผลให้น้ำมัน “มากกว่า 100 ล้านบาร์เรล” สามารถส่งออกสู่ตลาดได้สำเร็จ และทรัมป์ยังอ้างอีกว่า สหรัฐต่างหากที่เป็นผู้ควบคุมช่องแคบนี้ “ไม่ใช่อิหร่าน”
เงื่อนไขในการเจรจาของทั้งสองฝ่ายยังคงติดล็อกในประเด็นสำคัญหลายประการ โดยฝั่งเตหะรานยื่นคำขาดให้สหรัฐปลดการอายัดเงินของอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เก็บไว้ในประเทศต่างๆ เช่น กาตาร์ ส่วนทรัมป์ก็เรียกร้องให้อิหร่านสละหรือทำลายคลังเก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงทั้งหมด นอกจากนี้ อิหร่านยังต้องการให้มีการหยุดยิงในเลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พันธมิตรหลักของเตหะราน
ทรัมป์เผยกับฟอกซ์นิวส์ เมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่อิหร่านโดยตรง โดยเตือนให้หยุดโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐ แต่เขาไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ซึ่งหากเป็นจริง จะถือเป็นกรณีที่หาได้ยากยิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะต่อสายตรงคุยกับทางการอิหร่านด้วยตัวเอง
- โฆษก กต. อิหร่านชี้ ข้อตกลงยังไม่ยุติ
สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า นายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้โฟนอินสดผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้
บาเกอีระบุว่า รายงานข่าวและคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงการคาดเดา และ “ยังไม่มีสิ่งใดที่ยุติหรือเสร็จสิ้น”
“อิหร่านยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงนี้” โฆษก กต. อิหร่านกล่าว
บาเกอีอธิบายว่า เนื้อหาในร่างข้อตกลงส่วนใหญ่นั้น “เรียบร้อยแล้ว” แต่ทางฝั่งสหรัฐกลับยื่น “ข้อเรียกร้องที่เกินกว่าเหตุ” และเพิ่ม “ข้อเสนอใหม่ๆ” เข้ามาไม่หยุด
นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าอิหร่านยอมจำนนเพราะแรงกดดัน โดยยืนยันหนักแน่นว่า อิหร่านจะไม่มีวัน “ยอมก้าวข้ามเส้นแดง” ของตัวเองเด็ดขาด
บาเกอีกล่าวเสริมว่า กาตาร์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างอิหร่าน สหรัฐรวมถึงปากีสถาน พร้อมทั้งโยนความผิดให้สหรัฐว่าเป็นต้นเหตุของสถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซในปัจจุบัน โดยชี้ว่าการกระทำของสหรัฐทำให้พื้นที่ดังกล่าว “ปลอดภัยน้อยลง”


