หน่วยข่าวกรองของ กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้ยกระดับการประเมิน ภัยคุกคามการสอดแนมของอิสราเอล จากระดับ "สูง" ขึ้นสู่ระดับ "วิกฤติ" ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่าอิสราเอลกำลังใช้ยุทธวิธีที่แข็งกร้าวมากขึ้น เพื่อมุ่งเป้าล้วงข้อมูลจากระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ หวังเจาะลึกความเคลื่อนไหวภายในทำเนียบขาวเกี่ยวกับการหารือเพื่อหาทางลงจากสงครามอิหร่าน
สำนักข่าว NBC News เป็นสื่อแรกที่รายงานความเปลี่ยนแปลงนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตามมาด้วยรายงานข่าวเจาะลึกจาก The New York Times ในวันถัดมา สื่อชั้นนำต่างอ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนซึ่งระบุตรงกันว่า สำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐ (Defense Intelligence Agency - DIA) จำเป็นต้องยกระดับเตือนภัย ท่ามกลางความหวั่นเกรงว่าอิสราเอลกำลังพยายามสอดแนมมากขึ้น และเพื่อเฝ้าระวังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ
เป้าหมายสำคัญของอิสราเอลคือ การสืบทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการหารือเป็นการภายในของทำเนียบขาว ที่มุ่งเป้ายุติสงครามร่วมระหว่างสหรัฐและอิสราเอลที่กำลังดำเนินการอยู่ในอิหร่าน
The New York Times รายงานว่า การที่อิสราเอลมีพฤติกรรมสอดแนมสหรัฐจะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป สำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐพบว่า มีความพยายามมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 ช่วงที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้กดดันอิสราเอลเพิ่มต่อกรณีการทำสงครามในฉนวนกาซา การสอดแนมยังคงมีแนวโน้มมาอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้นในปี 2025 เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดี และเริ่มพิจารณายุทธศาสตร์เผชิญหน้ากับอิหร่าน
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาหน่วยข่าวกรองยังพบหลักฐานว่าอิสราเอลพยายามเฝ้าติดตาม สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์ รวมถึง เอลบริดจ์ โคลบี เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายระดับสูงของเพนตากอน และ ไมเคิล ดิมิโน ที่ 4 ผู้ช่วยของเขา โดยวิตคอฟฟ์ถือเป็นบุคคลสำคัญในฐานะหัวหน้าผู้แทนสหรัฐในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งดำเนินมาก่อนการเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ความขัดแย้งเชิงนโยบายถือเป็นชนวนเหตุสำคัญ ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐและนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีท่าทีไม่ลงรอยกันอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับแนวทางการทำสงคราม ด้านหนึ่ง ทรัมป์กล่าวย้ำหลายครั้งว่าต้องการนำพาสงครามนี้ไปสู่จุดยุติ ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองในประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ในทางตรงกันข้าม เนทันยาฮู กลับเรียกร้องให้เดินหน้าสงครามต่อไป แม้จะมีการประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมาก็ตาม ปัจจุบันการสู้รบส่วนใหญ่ชะลอตัวลงนับตั้งแต่มีประกาศพักรบชั่วคราว แต่ความพยายามในการบรรลุข้อตกลงอย่างยั่งยืนกลับเผชิญกับภาวะชะงักงันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้บรรดาชาติพันธมิตรจะมีปฏิบัติการข่าวกรองระหว่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุกับสื่อว่า พฤติกรรมที่ก้าวร้าวของอิสราเอลในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องที่ "ไม่ปกติ" (Unique) การยกระดับเฝ้าระวังของ DIA ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามจากอิสราเอลก้าวข้ามชาติพันธมิตรปัจจุบันทั้งหมด รวมถึงประเทศที่มีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับสหรัฐหลายแห่ง
รายงานข่าวได้ยกตัวอย่างพฤติกรรมในอดีต เช่น เมื่อปี 2021 หน่วยข่าวกรองทางทหารของอิสราเอลพยายามแอบติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังที่สำนักงานใหญ่ของ DIA และต่อมาในปี 2025 มีการตรวจพบว่าหน่วยข่าวกรองภายในประเทศของอิสราเอล หรือชินเบต (Shin Bet) ได้พยายามติดตั้งอุปกรณ์ในลักษณะคล้ายคลึงกันในยานพาหนะของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐ (Secret Service)
รายงานฉบับนี้นำไปสู่การตั้งคำถามและสั่นคลอนความไว้เนื้อเชื่อใจในความร่วมมือทางทหารและข่าวกรองระหว่างอิสราเอลและสหรัฐ เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลวอชิงตันได้จัดสรรความช่วยเหลือทางทหารและการขายอาวุธให้อิสราเอลเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง แม้แต่ในช่วงที่มีสงครามในฉนวนกาซาก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลานี้ รัฐสภาสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายกลาโหมฉบับใหม่ ซึ่งจะส่งเสริมการบูรณาการด้านการวิจัยและพัฒนาอาวุธของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกันในระดับที่ลึกซึ้งเป็นประวัติการณ์ ทิศทางการผลักดันกฎหมายและการทบทวนความร่วมมือในอนาคต จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่สหรัฐกำลังเผชิญจากชาติพันธมิตรของตนเอง
อ้างอิง Al Jazeera

