วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2569

Login
Login

อียูรื้อฟื้นแผนรับสมาชิกใหม่ สกัดอิทธิพลรัสเซีย-จีนในภูมิภาค

อียูรื้อฟื้นแผนรับสมาชิกใหม่ สกัดอิทธิพลรัสเซีย-จีนในภูมิภาค

ผู้นำสหภาพยุโรปได้รวมตัวกันในการประชุมสุดยอด ณ เมืองติวัต ประเทศมอนเตเนโกร เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงออกร่วมกันว่าการขยายประเทศสมาชิกของกลุ่มนั้นเป็นไปได้ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมอนเตเนโกร ยูเครน และมอลโดวา ต่างกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่จะพิสูจน์ว่าEUยังสามารถขยายตัวต่อไปได้หรือไม่ หลังจากว่างเว้นการรับสมาชิกใหม่มาอย่างยาวนานที่สุดนับตั้งแต่โครเอเชียได้เข้าร่วมเมื่อปี 2013

อัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า "การขยายสมาชิกถือเป็นความจำเป็นทางภูมิยุทธศาสตร์ (Geostrategic imperative) สำหรับเรา และเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงของเรา"

สาเหตุสำคัญที่ทำให้อียูต้องลุกขึ้นมาเร่งผลักดันประเด็นนี้ เกิดจากความวิตกกังวลว่า อียูกำลังสูญเสียอิทธิพลในเวทีโลก ท่ามกลางภัยคุกคามตามพรมแดนที่สูงขึ้น รัสเซียกำลังพยายามแย่งชิงอิทธิพลในกลุ่มประเทศผู้สมัครสมาชิก และเดินหน้าทดสอบขีดจำกัดของอียูด้วยการโจมตีแบบผสมผสาน

ขณะเดียวกัน จีนก็กำลังสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของอียู ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับบรัสเซลส์ นอกจากนี้ นโยบายด้านความมั่นคงจากสหรัฐที่มีความไม่แน่นอน ยิ่งเป็นปัจจัยที่กดดันอยู่เบื้องหลัง

ภูมิภาคบอลข่านตะวันตก ซึ่งรวมถึงประเทศที่สถานะผู้สมัครหยุดชะงักมานานอย่างอัลเบเนีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โคโซโว มาซิโดเนียเหนือ และเซอร์เบีย ถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่ออียูอย่างมาก เนื่องจากมีความเปราะบางสูงที่จะถูกดึงเข้าสู่วงโคจรอิทธิพลของรัสเซียและจีน

ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ยอมรับก่อนการประชุมว่า ความบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งมาจากตัวอียูเอง ซึ่งทุกฝ่ายต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้

เยอรมนีและฝรั่งเศสจึงได้เสนอให้มีการมอบสิทธิประโยชน์บางประการในฐานะสมาชิกให้แก่ประเทศผู้สมัครในระหว่างที่กระบวนการพิจารณายังดำเนินอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิเข้าถึงตลาดเดียว (Single market) ในบางภาคส่วน เช่น พลังงาน หรือการใช้บริการโรมมิ่งมือถือฟรี ตลอดจนเปิดโอกาสให้เข้าร่วมโครงการต่างๆ ของอียู เช่น โครงการจัดซื้ออาวุธร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระบุหลังการประชุมว่า ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ทั้งจากชาติสมาชิกและกลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก โดยย้ำว่า "เรามีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่จะต้องผูกมัดรัฐเหล่านี้ไว้กับสหภาพยุโรป"

ด้านประธานาธิบดียาคอฟ มิลาโตวิช แห่งมอนเตเนโกร มองว่าแนวคิดนี้เป็นวิธีที่สร้างสรรค์ในการนำพาประเทศผู้สมัครทั้งหมดเข้าใกล้เป้าหมายปลายทาง

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวกลับทำให้ประเทศผู้สมัครบางส่วนกังวลว่าจะถูกลดสถานะให้เป็นเพียงสมาชิกชั้นรอง เอดี รามา นายกรัฐมนตรีอัลเบเนีย ยืนกรานว่า "ไม่มียุโรปแบบสองความเร็ว (Two-speed Europe) มีเพียงยุโรปที่มีความเร็วเดียว (One-speed Europe) เท่านั้น" เช่นเดียวกับยูเครนที่ปฏิเสธแนวคิดการได้รับสถานะแบบสมาชิกสมทบ (Associate membership) ขณะกำลังต่อสู้กับสงครามรัสเซียที่ล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ 5

Bloomberg รายงานว่า เจ้าหน้าที่อียูประเมินว่าการเจรจาให้มอนเตเนโกรเข้าร่วมอียูอาจแล้วเสร็จได้ในช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 แต่ความขัดแย้งที่มีกับโครเอเชียที่เป็นสมาชิกปัจจุบัน อาจทำให้ขั้นตอนสุดท้ายมีความซับซ้อนอยู่บ้าง 

โอกาสการเข้าร่วมอียูของยูเครนก็ยังขึ้นอยู่กับการเจรจายุติสงครามกับรัสเซีย แม้หลายชาติสมาชิกอียูจะพยายามเร่งรัดใบสมัครของยูเครนเพื่อรับประกันความมั่นคงให้แก่รัฐบาลเคียฟก็ตาม

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และประธานาธิบดีฝรั่งเศส ต่างก็สนใจให้เซอร์เบียเข้าร่วมอียูด้วย โดยนายกรัฐมนตรีเยอรมนี กดดันให้ประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช ของเซอร์เบีย ตัดสินใจเลือกข้างอย่างชัดเจน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าผู้นำเซอร์เบียมีความใกล้ชิดกับรัสเซียมากเกินไป ฝั่งยุโรปได้ยื่นคำขาดว่า เซอร์เบียจะไม่สามารถใช้นโยบายแกว่งไปมา (See-saw policy) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างรัสเซีย จีน และยุโรปได้อีกต่อไป 

อ้างอิง Bloomberg