ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ปฏิเสธข้อเสนอของ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ที่เรียกร้องให้มีการเจรจาแบบพบหน้ากันเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 โดยผู้นำรัสเซียระบุว่าจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวขาดความจริงใจ ในขณะที่เศรษฐกิจรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงจนกลุ่มนักธุรกิจเริ่มแสดงความกังวล
ประธานาธิบดีปูติน ได้กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมเศรษฐกิจ St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) ประจำปี 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่กลุ่มนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีของรัสเซียต่างสะท้อนปัญหาอัตราดอกเบี้ยสูง และภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน จากผลพวงของสงคราม
ปูตินระบุชัดเจนว่า ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องพบกับผู้นำยูเครนในขณะนี้ และจดหมายฉบับล่าสุดนี้มีถ้อยคำที่ค่อนข้างหยาบคาย “นี่เป็นวิธีสร้างเงื่อนไขให้พบกัน หรือเป็นวิธีเลี่ยงไม่ให้พบปะกันแน่? ผมคิดว่าเป็นอย่างหลัง"
เมื่อถูกตั้งคำถามย้ำว่าจะพบกับผู้นำยูเครนหรือไม่ ปูตินได้ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้พบกัน มีแต่ฝั่งยูเครนที่จะได้หยุดยั้งไม่ให้กองทัพรัสเซียรุกคืบก็เท่านั้น แต่รัสเซียต้องการข้อตกลงระยะยาว ไม่ใช่ชั่วคราวเพียง 3 หรือ 6 เดือน
"ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญในการทำงานและหาทางออกมาก่อน หลังจากนั้นเราค่อยมาพบกัน" ปูตินกล่าว
ก่อนหน้านี้ เซเลนสกี ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกซึ่งส่งถึงหลายประเทศรวมถึงสหรัฐ โดยอ้างว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่เริ่มเหนื่อยล้ากับสงครามที่มีการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากยูเครน ภาวะเงินเฟ้อสูง และปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง ทำให้ประชาชนพร้อมสำหรับสันติภาพแล้ว นอกจากนี้ เซเลนสกียังเตือนว่าสงครามที่ยืดเยื้ออาจเป็นภัยคุกคามต่อสถานะของปูตินเอง เพราะเมื่อใดที่รัสเซียเริ่มเหนื่อยล้า การเปลี่ยนแปลงมักจะตามมาเสมอ
อีกด้านหนึ่ง บล็อกเกอร์สายทหารของรัสเซียได้ตอบโต้ว่า จดหมายของเซเลนสกีเป็นเพียงกลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์ ที่มุ่งหวังปลุกปั่นความไม่พอใจภายในรัสเซีย มากกว่าจะต้องการยุติสงครามอย่างแท้จริง
ล่าสุด เซเลนสกีได้ตอบโต้ท่าทีดังกล่าวผ่านการแถลงวิดีโอประจำวันว่า การปฏิเสธของปูตินแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้นำเครมลินไม่ได้ต้องการยุติสงคราม "น่าเสียดายที่ฝ่ายรัสเซียเลือกเส้นทางสงครามอีกครั้ง ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้หลายคนทั่วโลกผิดหวัง" ซึ่งยูเครนจะพยายามตัดช่องทางรายได้ของรัสเซียและผลักดันให้รัสเซียเผชิญกับแรงกดดันที่หนักหน่วงขึ้น
แม้ปูตินจะยังคงรักษาจุดยืนที่แข็งกร้าว โดยยืนยันกับสื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า กองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบในสนามรบทุกวัน แต่ปูตินก็ส่งสัญญาณว่าข้อเสนอสันติภาพของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ อาจช่วยยุติการต่อสู้ได้หากรัฐบาลเคียฟยอมประนีประนอม ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันเองว่าต่างฝ่ายต่างปฏิเสธที่จะอ่อนข้อให้กัน
ทางการยูเครนยังคงยืนกรานว่าจะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่ภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกที่ตนยังยึดครองอยู่ และประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันยอมรับอำนาจอธิปไตยของรัสเซียเหนือดินแดนที่ถูกมอสโกยึดครองไปอย่างเด็ดขาด
ปัจจุบัน ความขัดแย้งได้กลายสภาพเป็นสงครามบั่นทอนกำลัง (War of attrition) ในสมรภูมิภาคตะวันออกของยูเครน จนทำให้เกิดความสูญเสียอย่างหนักของทั้งสองฝ่าย รัสเซียซึ่งมีขนาดและกำลังรบเหนือกว่ามาก ยังคงครอบครองดินแดนยูเครนได้เพียง 1 ใน 5 แม้จะตัดสินใจส่งทหารนับหมื่นนายเข้าไปนานกว่า 4 ปีแล้วก็ตาม
มาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ผนวกกับการที่ยูเครนยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงกลั่นน้ำมัน และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อื่นๆ ของรัสเซีย ได้เริ่มสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจในรัสเซีย ซึ่งสถานการณ์นี้เป็นแรงหนุนสำคัญให้ชนชั้นนำทางการเมืองและกลุ่มนักธุรกิจบางส่วนในรัสเซียเริ่มเห็นพ้องว่าควรมีการทำข้อตกลงสันติภาพ
อย่างไรก็ดี แนวโน้มความขัดแย้งทางทหารยังคงรุนแรงและไม่มีทีท่าจะยุติลงในระยะอันใกล้ สัปดาห์นี้รัสเซียยังคงระดมยิงโดรนนับร้อยและขีปนาวุธหลายสิบลูกถล่มเมืองต่างๆ รวมถึงกรุงเคียฟ จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย ในขณะที่ยูเครนก็เร่งยกระดับการโจมตีโต้กลับเข้าไปในดินแดนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียเช่นกัน
อ้างอิง Reuters

