ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ส่งสัญญาณพร้อมที่จะพูดคุยโทรศัพท์สายตรงกับประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน แม้ทางการจีนจะเตือนไม่ให้สหรัฐติดต่อโดยตรงกับผู้นำไต้หวัน สะท้อนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางช่วงเวลาสำคัญที่ผู้นำสหรัฐ กำลังพิจารณาตัดสินอนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ไทเป
ประธานาธิบดีทรัมป์ ริเริ่มแนวคิดการหารือกับผู้นำไต้หวันเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ระหว่างเดินทางกลับจากการหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง โดยระบุว่าเขาตั้งใจที่จะต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีไล่ ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐ ตอกย้ำว่ายังเปิดโอกาสพูดคุยกับผู้นำไต้หวันอยู่ โดยตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า “ผมพร้อมจะคุยกับเขาเสมอ”
หากการสนทนานี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่ผู้นำสหรัฐ และไต้หวันที่อยู่ในตำแหน่งได้พูดคุยกันโดยตรง ทำให้สถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันได้ออกแถลงการณ์เตือนว่า การกระทำดังกล่าวอาจบ่อนทำลายความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างสหรัฐกับจีน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรีพับลิกันจัดการกับประเด็นไต้หวันด้วยความระมัดระวังสูงสุด และหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณที่ผิดไปยังไต้หวัน
ที่ผ่านมา ทรัมป์ เคยสร้างความไม่พอใจให้จีนมาแล้วเมื่อครั้งรับสายแสดงความยินดีจากอดีตประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปี 2016 ปัจจุบันแม้ทรัมป์จะมีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการขายอาวุธหลังได้รับฟังข้อกังวลจากสี จิ้นผิง ที่เตือนว่าประเด็นไต้หวันอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง แต่ทรัมป์กลับระบุว่า การขายอาวุธให้ไต้หวันเป็นเสมือน "ไพ่ต่อรอง" (Negotiating chip) ในยุทธศาสตร์นโยบายภูมิภาคแปซิฟิก
นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ทรัมป์นำเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันไปหารือกับผู้นำจีน ถือเป็นการขัดต่อบรรทัดฐานนโยบายที่เรียกว่า "หลักประกัน 6 ประการ" (Six Assurances) ในยุคประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เมื่อปี 1982 ซึ่งข้อที่สองระบุชัดเจนว่า สหรัฐจะไม่หารือกับจีนในประเด็นการขายอาวุธให้ไต้หวัน แม้ว่ามาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะยืนยันในสภาคองเกรสเมื่อต้นสัปดาห์ว่านโยบายสหรัฐต่อไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม
เครก ซิงเกิลตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจาก Foundation for Defense of Democracies ชี้ว่า “การที่ทรัมป์มองการขายอาวุธเป็นไพ่ต่อรอง ผนวกกับความไม่แน่นอนเรื่องการที่จะโทรศัพท์คุยกับไล่ ได้สร้างความคลุมเครือในระดับที่ไทเปเองก็ไม่ต้องการ บททดสอบที่แท้จริงจึงอยู่ที่ว่าดีลอาวุธที่ค้างอยู่จะเดินหน้าต่อหรือไม่ และเมื่อใด”
ด้านประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่หากมีการพูดคุยเกิดขึ้น เขาเตรียมที่จะเน้นย้ำกับทรัมป์ว่า สันติภาพในช่องแคบไต้หวันเป็นหัวใจสำคัญต่อความมั่นคงของโลก พร้อมชี้ให้เห็นว่าจีนกำลังทำตัวเป็นผู้ทำลายสันติภาพดังกล่าว นอกจากนี้ การเพิ่มงบประมาณกลาโหมและการซื้ออาวุธจากสหรัฐ ถือเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการปกป้องเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน
สหรัฐยอมรับจุดยืนของจีนที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนภายใต้นโยบายจีนเดียว (One China Policy) แต่ยังคงรักษาสถานะความสัมพันธ์กับไต้หวันอย่างไม่เป็นทางการ และสนับสนุนทรัพยากรเพื่อให้ไต้หวันสามารถป้องกันตนเองได้ แต่ในอดีต จีนมักตอบโต้อย่างรุนแรงเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ ติดต่อกับไต้หวัน เช่น เหตุการณ์เยือนไทเปของอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แนนซี เพโลซี เมื่อปี 2022 ซึ่งจีนได้ตอบโต้ด้วยการซ้อมรบทางทหารครั้งใหญ่และยิงขีปนาวุธข้ามเกาะไต้หวัน
หลังจากการให้สัมภาษณ์ของทรัมป์เมื่อวันศุกร์ สำนักงานตัวแทนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป (TECRO) ประจำกรุงวอชิงตัน ได้ออกแถลงการณ์ย้ำเจตนารมณ์ที่จะรักษาการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับสหรัฐในเรื่องการขายอาวุธ พร้อมระบุว่า "เราจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสหรัฐ ในการประกาศว่า จะมีการจัดเตรียมการพูดคุยระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีไล่หรือไม่"
เอ็ดการ์ด คาแกน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐ และผู้เชี่ยวชาญนโยบายเอเชียตะวันออก ประเมินว่า จีนจะมองการต่อสายตรงระหว่างทรัมป์และผู้นำไต้หวันว่าเป็นการยั่วยุที่รุนแรงยิ่งกว่าการอนุมัติดีลขายอาวุธเสียอีก
หากทรัมป์ตัดสินใจไม่โทรศัพท์พูดคุยกับไล่ อาจเป็นการเปิดพื้นที่และจังหวะทางการเมืองให้รัฐบาลสหรัฐ สามารถเดินหน้าอนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธชุดใหม่ให้ไทเปได้สำเร็จโดยลดแรงกระแทกจากปักกิ่งลง แนวทางนี้จะช่วยกลบเสียงวิจารณ์ว่าสหรัฐกำลังทอดทิ้งไต้หวัน ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาหน้าและทำให้จีนรู้สึกว่าสหรัฐยังให้ความเคารพต่อจุดยืนของตนอยู่บ้าง


