วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน 2569

Login
Login

ไทย–ฝรั่งเศส 170 ปี: จากความสัมพันธ์ทางการทูตสู่พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งศตวรรษที่ 21 | World Wide View

ไทย–ฝรั่งเศส 170 ปี: จากความสัมพันธ์ทางการทูตสู่พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งศตวรรษที่ 21 | World Wide View

ปี 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศส นี่คือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทั้งสองประเทศกำลังมองไปข้างหน้าเพื่อกำหนดทิศทาง ความร่วมมือในบริบทโลกยุคใหม่ 

ในโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมิได้วัดกันเพียงด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน หากยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในโลกยุคใหม่ สำหรับประเทศไทยและฝรั่งเศส ปี 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และปี 2568 ซึ่งครบรอบ 340 ปีแห่งการติดต่อสัมพันธ์กันครั้งแรกระหว่างสยามกับฝรั่งเศส จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทั้งสองประเทศกำลังมองไปข้างหน้าเพื่อกำหนดทิศทาง ความร่วมมือในบริบทโลกยุคใหม่ 

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีความต่อเนื่องยาวนานที่สุดของไทยกับโลกตะวันตก ความร่วมมือในอดีตครอบคลุมทั้งด้านการเมือง การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการทหาร อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ร่วมกัน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยและฝรั่งเศสมี “ทุนทางความสัมพันธ์” ที่เข้มแข็ง แต่ยังไม่สามารถแปลงทุนดังกล่าวให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ

ปัจจุบันบริบทโลกกำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับความสัมพันธ์ดังกล่าว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และ ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้หลายประเทศและบริษัทข้ามชาติเริ่มปรับยุทธศาสตร์การลงทุนและการผลิตใหม่ สหภาพยุโรป รวมถึงฝรั่งเศส ต่างมองหาเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายเพื่อให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยก็ต้องการยกระดับเศรษฐกิจจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน

ความน่าสนใจอยู่ที่ วาระแห่งการเฉลิมฉลองครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับจังหวะเวลาที่เหมาะสมทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ในเดือนพฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีไทยได้เดินทางเยือนฝรั่งเศสและหารือกับประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง เพื่อปูทางสู่การยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028 ครอบคลุม ด้านการค้า การลงทุน พลังงานสะอาด การคมนาคม อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ เทคโนโลยีดิจิทัล และเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่ระยะใหม่ที่มิติทางเศรษฐกิจมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา

ในเชิงเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญที่สุดของไทยในยุโรป ปัจจุบันฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่เกือบ 4.2 พันล้านยูโร ขณะที่ตลอดห้าปีที่ผ่านมา BOI ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทฝรั่งเศสเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 725 ล้านยูโร สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทย

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขการค้า คือการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของความร่วมมือ โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ พลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI Data Center อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ดิจิทัลเทคโนโลยี ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง ซึ่งเป็นสาขาที่ฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญระดับโลกและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

หากพิจารณาในมิติที่กว้างกว่าตัวเลขการค้าทวิภาคี ความสำคัญของฝรั่งเศสต่อประเทศไทยอยู่ที่บทบาทในฐานะหนึ่งในแกนหลักทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 450 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจรวมมากกว่า 17 ล้านล้านยูโร การมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นกับฝรั่งเศสจึงไม่ใช่เพียงการเข้าถึงตลาดฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจ เทคโนโลยี เงินทุน และห่วงโซ่อุปทานของยุโรปทั้งหมด

ในบริบทนี้ การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง หากการเจรจาสามารถบรรลุผลสำเร็จได้โดยเร็ว ไทยจะมีโอกาสเพิ่มศักยภาพในการส่งออกสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังสามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำของยุโรปที่กำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ในเอเชียท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก และความตึงเครียดทาง ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ

ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยในทศวรรษหน้ามิใช่เพียงการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง และการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ดังนั้น ความร่วมมือกับฝรั่งเศสจึงควรมองในฐานะ “ความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ” มากกว่าความร่วมมือทางการค้าเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ไทยต้องการไม่ใช่เฉพาะเงินลงทุน แต่คือองค์ความรู้ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา มาตรฐานอุตสาหกรรม และการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ไทยและฝรั่งเศสมีศักยภาพที่จะก้าวข้ามกรอบความสัมพันธ์แบบเดิมและสร้างความร่วมมือในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หากฝรั่งเศสเป็นประตูของไทยสู่ยุโรป ไทยก็สามารถเป็นประตูของฝรั่งเศสสู่ภูมิภาคอาเซียนและเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศจึงมีลักษณะเกื้อหนุนกันโดยตรง

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อจากนี้คือการเปลี่ยนเจตนารมณ์ทางการเมืองให้กลายเป็นโครงการความร่วมมือที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์วิจัยร่วมด้านพลังงานสะอาดและปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี การลงทุนในอุตสาหกรรมอากาศยานและระบบราง การส่งเสริมสตาร์ทอัพและนวัตกรรม รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของยุโรปมากขึ้น หากดำเนินการได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่จำกัดอยู่เพียงตัวเลขการค้าและการลงทุน แต่จะหมายถึงการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ความร่วมมือระหว่างไทยและฝรั่งเศสมีโอกาสพัฒนาไปไกลกว่าความสัมพันธ์แบบผู้ซื้อและผู้ขาย หรือผู้ลงทุนและผู้รับการลงทุน หากแต่สามารถก้าวสู่การเป็น “หุ้นส่วนร่วมสร้างอนาคต” ที่ต่างฝ่ายต่างนำจุดแข็งของตนมาผสานกันเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ 

ดังนั้น วาระ 170 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสจึงไม่ควรเป็นเพียงการเฉลิมฉลองอดีต แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งความร่วมมือที่มุ่งสู่การสร้างความมั่งคั่ง ความยั่งยืน และนวัตกรรมร่วมกัน หากสามารถใช้โอกาสนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ไทยจะไม่ได้เพียงขยายตลาดในยุโรปหรือดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จะสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่สำคัญของภูมิภาค ขณะที่ฝรั่งเศสก็จะมีพันธมิตรที่มั่นคงและมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในใจกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 21 ที่ไม่ใช่เพียงการสืบทอดมิตรภาพจากอดีต แต่คือการร่วมกันสร้างอนาคตที่เติบโต มั่นคง และยั่งยืนไปด้วยกัน