สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ เสนอเก็บภาษีเพิ่มเติมมากถึง 12.5% จาก 60 เขตเศรษฐกิจ เช่น จีน อียู และญี่ปุ่น ที่ไม่สามารถห้ามขายสินค้าที่มีการบังคับใช้แรงงานได้
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า การตัดสินใจดังกล่าวของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) กระทำขึ้นภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ที่พบว่า ทั้ง 60 ประเทศ ไม่สามารถกำหนดหรือบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่มีการบังคับใช้แรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “สนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน” สำหรับแรงงานชาวอเมริกัน
ในการนี้ยูเอสทีอาร์เสนอเก็บภาษี 10% สำหรับประเทศที่ใช้มาตรการห้ามการค้าสินค้าบังคับใช้แรงงานอย่างเต็มรูปแบบหรือบางส่วน และ 12.5% สำหรับประเทศอื่นๆ
นอกจากนี้ยูเอสทีอาร์ยังกำหนดมาตรการสิ่งทอแยกต่างหาก ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าเสื้อผ้าและสิ่งทอในปริมาณที่กำหนดจากบางประเทศเข้าสู่สหรัฐในอัตราภาษีที่ลดลง
“ความล้มเหลวของคู่ค้าสำคัญที่สุดของเรา ที่ไม่สามารถแก้ปัญหานำเข้าสินค้าผลิตจากการบังคับใช้แรงงานถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ สิ่งนี้ได้สร้างพลวัตทำให้แรงงานชาวอเมริกันถูกบีบให้ลงแข่งขันในสนามโลกที่ไม่เป็นธรรม” นายเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าว
“เราจะไม่ยอมรับความไม่เท่าเทียมกันนี้อีกต่อไปแล้ว คู่ค้าบางรายได้เริ่มดำเนินการเบื้องต้นเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าบังคับใช้แรงงานแล้ว รวมถึงผ่านทาง USMCA และพันธกรณีในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน อย่างไรก็ตาม คู่ค้าแต่ละรายของเราต้องทำมากกว่านี้เพื่อให้แน่ใจว่าการค้าจะไม่ส่งเสริมและฝังรากลึกแรงงานบังคับไปทั่วโลก” นายกรีเออร์กล่าวต่อ
ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อหลายเดือนก่อนศาลฎีกาสหรัฐคว่ำภาษีส่วนใหญ่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “ในวันปลดปล่อย” เก็บได้แค่ภาษีพื้นฐาน 10% หลังจากนั้นรัฐบาลก็หันมาใช้มาตรา 301 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีจากการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมเป็นอันตรายต่อสหรัฐได้
ประกาศระบุว่า ประชาชนสามารถส่งความคิดเห็นต่อข้อเสนอนี้ได้ภายในวันที่ 6 ก.ค. จากนั้นจะเป็นการประชาพิจารณ์ในวันที่ 7 ก.ค.
นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐยังเริ่มรับฟังความเห็นสาธารณะในวันพุธ (3 มิ.ย.) ต่อขอบเขตของคณะกรรมการการค้า สหรัฐ-จีน ชุดใหม่ ที่ทั้งสองประเทศเห็นชอบกันระหว่างการประชุมผู้นำทวิภาคีเดือนก่อน นำไปสู่การลดอัตราภาษีสินค้าระหว่างกัน
รัฐบาลยังขอความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับภาคส่วนที่ไม่อ่อนไหว ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนอัตราภาษีศุลกากรทั้งสองฝ่ายด้วย

