วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เปิดเหตุผลห้องสมุดญี่ปุ่นเพิ่ม แม้คนอ่านหนังสือน้อยลง

เปิดเหตุผลห้องสมุดญี่ปุ่นเพิ่ม แม้คนอ่านหนังสือน้อยลง

ปรากฏการณ์คนอ่านหนังสือน้อยลงหันไปเล่นมือถือแทนเกิดขึ้นทั่วโลก กลายเป็นพฤติกรรมปกติของคนยุคนี้ไปแล้ว ในญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกันประชาชนกำลังอ่านหนังสือน้อยลงกว่าเมื่อก่อน แต่นี่ไม่ได้หยุดยั้งห้องสมุดสาธารณะที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างแข็งแกร่งได้เลย

เว็บไซต์นิกเคอิเอเชียรายงานว่า ตั้งแต่ปี 2000 จำนวนห้องสมุดเพิ่มขึ้น 30% ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่วิวัฒนาการจากห้องเก็บหนังสือเงียบสงบ กลายเป็นศูนย์กลางชุมชนที่มีชีวิตชีวา

อย่างที่ห้องสมุดเท็นมอนคัง ในย่านเท็นมอนคัง ย่านชอปปิงและบันเทิงยอดนิยมที่สุดของเมืองคาโกชิมาทางภาคใต้ของญี่ปุ่น ห้องสมุดในอาคารพาณิชย์สองชั้นแห่งนี้เปิดในปี 2022   มีหนังสือราว 50,000 เล่ม แต่ละปีมีผู้มาเยือนราว 700,000 คน รวมถึงคนหนุ่มสาวทั้งวัยทีนและวัย 20 เศษ รวมถึงพ่อแม่พาลูกมานั่งอ่านหนังสือและคุยกันสบายๆ สามารถดื่มเครื่องดื่มได้ด้วยโดยต้องมีฝาปิดมิดชิด

“เราตั้งใจสร้างห้องสมุดที่เชื่อมโยงทุกคนได้” ยูโกะ โคโจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการห้องสมุดเมืองคาโกชิมา ผู้ดูแลสาขาเท็นมอนคังกล่าว พร้อมเสริม “เราต้องการให้ผู้คนหลากหลายมาที่นี่” ส่วนหนังสือก็จัดวางตามความคุ้นเคย เช่น หมวด “ธรรมชาติ” และ “งาน” เป็นต้น

จากผลการสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการที่ทำขึ้นทุกๆ สามปีพบว่า ในปีงบประมาณ 2024 ญี่ปุ่นมีห้องสมุดสาธารณะราว 3,400 แห่ง ทั้งที่ดำเนินการโดยท้องถิ่นและรัฐบาล ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากราว 800 แห่งเมื่อ 25 ปีก่อน

ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นจัดทำทุกๆ ห้าปีโดยสำนักงานกิจการวัฒนธรรมพบว่า แม้ห้องสมุดเพิ่มจำนวนขึ้นมาก แต่ประชาชนอ่านน้อยลง ในปีงบประมาณ 2023 ผู้ให้ข้อมูลอายุไม่น้อยกว่า 16 ปี 62.6% อ่านหนังสือไม่ถึงหนึ่งเล่มในหนึ่งเดือน เทียบกับการสำรวจในปีงบประมาณ 2018 และอีกสองครั้งตามมาสัดส่วนอยู่ที่ 40%-49% 

นอกจากนี้จำนวนร้านหนังสือก็ลดลงราว 30% ในช่วงสิบปีถึงปีงบประมาณ 2024

ในเมื่อจำนวนคนที่รักการอ่านดูเหมือนลดลง แล้วอะไรทำให้ห้องสมุดเพิ่มขึ้น ซาดาโอะ อูเอมัตสึ ประธานสมาคมห้องสมุดญี่ปุ่นกล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งคือการรวมเทศบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 2000

“ห้องสมุดชุมชนหลายแห่งได้รับการยกระดับเป็นห้องสมุดเทศบาล ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูพื้นที่ของตนโดยมุ่งเน้นที่ห้องสมุด ซึ่งดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้สถานที่อื่นๆ สร้างห้องสมุดใหม่เช่นกัน”

ห้องสมุดสาธารณะเป็นสถานที่ที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยความสนใจหลากหลายมาใช้บริการ เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดเรื่องการเข้าออกหรือระยะเวลาที่สามารถอยู่ในห้องสมุดได้ ห้องสมุดจึงคึกคักตั้งแต่เริ่มเปิดจนถึงเวลาปิดบริการ

“ห้องสมุดเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านใช้บริการบ่อยมาก เช่นเดียวกับหอประชุมและพิพิธภัณฑ์ สามารถดึงดูดผู้คนและสร้างบรรยากาศคึกคักได้เป็นอย่างดี” คัตสึโยชิ คิโนชิตะ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อห้องสมุดก้าวหน้าให้ความเห็น

ด้าน ฟูมิฮิโกะ ซูซูกิ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยไดวะ กล่าวว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ห้องสมุดทำหน้าที่เป็น “สถานที่ที่ 3” ควบคู่ไปกับบ้าน ที่ทำงานหรือโรงเรียนมากขึ้น

“‘ห้องสมุดที่น่าสนใจ’ ได้ขยายตัวออกไป โดยที่ผู้คนไม่เพียงแต่อ่านหนังสือได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเพลิดเพลินกับการเล่าเรื่องและกิจกรรมอื่นๆ หรือพักผ่อนในร้านกาแฟได้อีกด้วย” ซูซูกิกล่าว

นอกจากนี้ห้องสมุดยังกลายเป็นศูนย์กลางชุมชนที่สำคัญสำหรับการฟื้นฟูท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นทุกที เพราะคนที่ทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการอ่านหนังสือสามารถใช้เวลาที่นี่ได้นานๆ

ห้องสมุดเท็นมอนคังเปิดขึ้นเพื่อดึงดูดผู้คนที่เคยย้ายไปอยู่แถวสถานีคาโกชิมะ-ชูโอของการรถไฟคิวชูนับตั้งแต่รถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นสายคิวชูเปิดบริการให้กลับมายังย่านนี้

เขตชูโอ กรุงโตเกียว เปิดห้องสมุดฮารุมิในเดือน ก.ค. 2024 บนพื้นที่หมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกโตเกียว 2020 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ดังกล่าวให้กลายเป็นศูนย์รวมที่พักอาศัยและย่านพาณิชย์ขนาดใหญ่

“เราจะกลายเป็นสถานที่สำหรับคนท้องถิ่น โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ในฐานะสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ในชุมชน” นาสึมิ มิอุระ ผู้อำนวยการห้องสมุดลั่นวาจา

อย่างไรก็ตาม คิโนชิตะจากมูลนิธิเพื่อห้องสมุดก้าวหน้า แย้งว่า การเปิดห้องสมุดใหม่ชะลอลงอย่างรวดเร็ว “มาอยู่ที่ 2-3 แห่งต่อปีจากราว 100 แห่งในอดีต”

ในทางตรงข้าม การยกระดับห้องสมุดที่มีอยู่ด้วยการออกแบบใหม่หรือย้ายที่กลับกำลังมาแรง ตัวอย่างเช่น ห้องสมุดเคียวบาชิในเขตชูโอของโตเกียว ถูกรวมเข้ากับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ “ฮนโนะโมริ ชูโอ” (Hon no Mori Chuo) บนสถานที่ใหม่เมื่อเดือน ธ.ค.2022 จำนวนผู้มาเยือนต่อวันเพิ่มขึ้นสามเท่า ซึ่งสถานที่ใหม่มีพื้นที่สำหรับเด็กๆ และสิ่งของทางประวัติศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ทั้งยังมีคาเฟ่และห้องประชุมด้วย

ห้องสมุดที่สร้างและปรับปรุงใหม่หลายแห่งมักว่าจ้างบริษัทเอกชนหรือองค์กรอื่น ๆ มาบริหารจัดการ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เช่นเปิดให้บริการนานขึ้น

ห้องสมุดสาธารณะกว่า 20% ใช้การบริหารจัดการจากภายนอกมาตั้งแต่ปี 2003 ในหลายๆ กรณีพวกเขาจัดเวิร์กช็อปและให้ความรู้แก่ผู้ใช้บริการโดยอาศัยความรู้และทักษะจากภาคเอกชน ซูซูกิจากสถาบันวิจัยไดวะ กล่าวว่า ระบบนี้ “ช่วยให้ห้องสมุดขยายขอบเขตการให้บริการได้” 

และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคนอ่านหนังสือน้อยลง แต่ห้องสมุดสาธารณะของญี่ปุ่นกลับเพิ่มจำนวนได้