ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามกำลังใกล้ชิดขึ้นในแบบที่ผู้คนสัมผัสได้จริง และอาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของอาเซียนยุคใหม่ ที่เติบโตผ่านผู้คน วัฒนธรรม และความคุ้นเคยที่ค่อย ๆ เชื่อมสองสังคมให้ใกล้กันมากขึ้นทุกวัน
ถ้าเอ่ยคำว่าเวียดนาม คนไทยส่วนใหญ่มักนึกถึงอาหารเวียดนามอย่างเฝอ ปอเปี๊ยะสด หรือแหนมเนือง บางคนอาจคุ้นเคยกับเวียดนามผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ริมถนนในฮานอย โต๊ะเก้าอี้ตัวเล็กเรียงรายตามทางเท้า กาแฟเวียดนามใส่ไข่ที่ทั้งหอมและมัน หรือเมืองชายทะเลอย่างดานังที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยและเวียดนามได้ยกระดับความสัมพันธ์จาก “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ในปี 2556 สู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง” ในปี 2562 และล่าสุด ในปี 2568 ทั้งสองประเทศได้ยกระดับสู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” หรือ Comprehensive Strategic Partnership (CSP) ซึ่งถือเป็นระดับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดระดับหนึ่งในทางการทูต
ปัจจุบัน เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของไทยในโลก และอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซีย ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของเวียดนามในอาเซียน มูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2568 สูงกว่า 23,600 ล้านดอลลาร์ และยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไทยและเวียดนามไม่ได้เป็นเพียง “คู่ค้า” แต่กำลังเชื่อมโยงกันในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมเดียวกัน สินค้าจำนวนมากที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เหล็ก และเคมีภัณฑ์ ถูกนำไปใช้ในภาคการผลิตของเวียดนาม ก่อนส่งออกต่อไปยังตลาดโลก
นักลงทุนไทยจำนวนมากก็สนใจเข้าไปลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีบริษัทไทยมากกว่า 700 บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ที่นั่น ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน ค้าปลีก และนิคมอุตสาหกรรม สะท้อนว่าเวียดนามกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในภูมิภาค คนไทยเองก็เริ่มคุ้นเคยกับแบรนด์และธุรกิจจากเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะสายการบิน VietJet ที่ขยายเส้นทางบินระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ไทยและเวียดนามมีเที่ยวบินตรงกว่า 250 เที่ยวต่อสัปดาห์ เชื่อมกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต กับเมืองสำคัญของเวียดนามทั้งฮานอย โฮจิมินห์ ดานัง และญาจาง
ความเชื่อมโยงเหล่านี้ทำให้การเดินทางระหว่างสองประเทศง่ายขึ้นมาก คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมองเวียดนามเป็นจุดหมายทั้งสำหรับการท่องเที่ยว การลงทุน และการเรียนรู้โอกาสใหม่ ๆ แต่สิ่งที่ทำให้ไทยกับเวียดนามใกล้กันมากกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจ อาจเป็น “วัฒนธรรมร่วม” ที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอาหารเวียดนามที่ได้รับความนิยมในไทยมานาน และหลายเมนูก็ถูกปรับให้เข้ากับรสนิยมคนไทยจนแทบกลายเป็นอาหารที่คุ้นเคย
“แหนมเนือง” เมนูหมูย่างห่อผักและแผ่นแป้งที่คนไทยรู้จักกันดี โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากชุมชนชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามาในอดีต แหนมเนืองจึงไม่ใช่เพียงอาหารจานหนึ่ง หากยังเป็นสัญลักษณ์ของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างผู้คนสองฝั่งแม่น้ำโขง ที่ค่อย ๆ หลอมรวมกันผ่านวิถีชีวิต ภาษา และอาหารการกิน ไทยและเวียดนามยังมีความร่วมมือระดับจังหวัดอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันมีเมืองคู่มิตรกันถึง 14 คู่ ถือเป็นประเทศที่มีความร่วมมือระดับท้องถิ่นกับไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากจีน ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมในระดับประชาชนมากขึ้น
ไทยและเวียดนามอาจเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน แต่วันนี้ทั้งสองประเทศกำลังก้าวขึ้นเป็นหุ้นส่วนสำคัญของกันและกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม จากแหนมเนืองริมโขง สู่เที่ยวบินตรงกว่า 250 เที่ยวต่อสัปดาห์ จากร้านกาแฟเล็ก ๆ ในฮานอย สู่การลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามกำลังใกล้ชิดขึ้นในแบบที่ผู้คนสัมผัสได้จริง และอาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของอาเซียนยุคใหม่ ที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการเมืองหรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังเติบโตผ่านผู้คน วัฒนธรรม และความคุ้นเคยที่ค่อย ๆ เชื่อมสองสังคมให้ใกล้กันมากขึ้นทุกวัน

