หลายชาติอาหรับเข้าร่วมกับปากีสถานในการผลักดันให้เกิดข้อยุติสงครามอิหร่าน เรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดโอกาสให้มีเวลาเจรจามากขึ้น ขณะสหรัฐเตรียมโจมตี
บลูมเบิร์ก รายงานว่า หลายชาติอาหรับเข้าร่วมกับปากีสถานในการผลักดันให้เกิดข้อยุติสงครามอิหร่าน โดยต่างเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดโอกาสให้มีเวลาเจรจามากขึ้น
แม้จะมีสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการเจรจายุติความขัดแย้ง แต่สำนักข่าวแอ็กซิออส และ ซีบีเอสนิวส์ รายงานว่าทรัมป์กำลังเตรียมการสำหรับการโจมตีระลอกใหม่ แม้เขายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายก็ตาม
อิหร่านเตือนว่าหากสหรัฐหรืออิสราเอลเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง สงครามจะขยายวงไปสู่ “สมรภูมิใหม่ในระดับภูมิภาค” สำนักข่าวกึ่งทางการทาสนิม ของอิหร่าน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวฝ่ายทหาร
หนึ่งในประเทศในภูมิภาคนี้อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เข้าร่วมกับกาตาร์และซาอุดีอาระเบียในการยื่นคำร้องต่อทรัมป์ ตามข้อมูลจากบุคคลหลายรายที่รับรู้เรื่องดังกล่าว
ก่อนหน้านั้นในวันศุกร์ (22 พ.ค. 69) พลเอก อาซิม มูนีร์ แห่งปากีสถาน ซึ่งมีบทบาทเป็นตัวกลางสำคัญระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน เดินทางถึงกรุงเตหะราน
ตามแถลงของฝ่ายประชาสัมพันธ์กองทัพ มูนีร์ได้รับการต้อนรับโดยเอสกันดาร์ โมเมนี รัฐมนตรีมหาดไทยของอิหร่าน โดยคาดว่าเขาจะเข้าร่วมการหารือที่ครอบคลุมการเจรจาระหว่างสหรัฐ–อิหร่าน ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงปากีสถานรายหนึ่งซึ่งเปิดเผยข้อมูลโดยขอสงวนนามเนื่องจากเรื่องดังกล่าวยังไม่เป็นสาธารณะ
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่ามี “ความคืบหน้าเล็กน้อย” ในการเจรจา “ผมไม่อยากพูดให้เกินจริง แต่ก็มีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย และนั่นถือเป็นเรื่องดี” เขากล่าวกับสื่อระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศนาโตที่สวีเดนเมื่อวันศุกร์
ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า อิหร่านกำลัง “กระหายที่จะทำข้อตกลง” โดยประธานาธิบดีสหรัฐขู่จะโจมตีสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้เพิ่มเติม หากอีกฝ่ายไม่ยอมรับเงื่อนไขที่สหรัฐมองว่ายอมรับได้
นับตั้งแต่การหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อหกสัปดาห์ก่อน ทรัมป์แกว่งไปมาระหว่างการส่งสัญญาณว่า ข้อตกลงสันติภาพใกล้จะบรรลุ กับการข่มขู่ว่าจะเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่
- กระแสคนอเมริกันคัดค้านสงครามอิหร่าน
ในเวลาเดียวกัน กระแสคัดค้านสงครามในสหรัฐทวีความรุนแรงขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนต่อราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสงครามทำให้ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วน ความกังวลเหล่านี้สะท้อนผ่านผลสำรวจหลายสำนัก และส่งแรงกระเพื่อมถึงสภาคองเกรส ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะกำหนดสมดุลอำนาจในสภา
เมื่อต้นสัปดาห์ วุฒิสภาซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากส่งสัญญาณว่าความไม่เห็นด้วยต่อการทำสงครามต่อกำลังเพิ่มสูงขึ้น ผ่านการลงมติด้านกระบวนการหนึ่งฉบับ จากนั้นในวันพฤหัสบดี แกนนำพรรครีพับลิกันได้ยกเลิกการลงมติว่าด้วยประเด็นสงครามอย่างกะทันหัน หลังการขาดประชุมของ ส.ว. พรรครีพับลิกันเสี่ยงทำให้ประธานาธิบดีเผชิญความพ่ายแพ้อย่างน่าอับอาย
อย่างไรก็ตาม โรเจอร์ วิกเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการกองทัพของวุฒิสภา เตือนว่าทรัมป์กำลังได้รับคำแนะนำที่ “ผิดทาง” ให้เดินหน้าข้อตกลงซึ่ง “ไม่คุ้มค่ากับกระดาษที่พิมพ์มันออกมา”
“ผู้นำสูงสุดของกองทัพเราต้องเปิดทางให้กองทัพสหรัฐที่มีความเชี่ยวชาญสูงทำลายขีดความสามารถทางการทหารของอิหร่านให้สำเร็จ และเปิดช่องแคบกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง” วิกเกอร์ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์
เขาหมายถึงช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับอุปทานพลังงานของโลก ซึ่งเช่นเดียวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญบนโต๊ะการทูต เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำฝรั่งเศส โมฮัมหมัด อามิน-เนจัด ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กเมื่อวันพุธว่า ประเทศของเขากำลังหารือกับโอมานเรื่องการจัดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางถาวรบางรูปแบบในช่องแคบดังกล่าว ซึ่งสหรัฐ ระบุว่า “ยอมรับไม่ได้”
รูบิโอระบุว่า ระบบเช่นนั้นจะกลายเป็นแบบอย่างให้กับพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลก และไม่ควรมีประเทศใดยอมรับการจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ
นอกเหนือจากประเด็นฮอร์มุซแล้ว สหรัฐ ยังเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้อิหร่าน “ส่งมอบ” ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของตน และให้คำมั่นว่าจะยุติกระบวนการเสริมสมรรถนะอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ ซึ่งผู้นำอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธต่อสาธารณะ โดยอ้างสิทธิภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศ
- ความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน มีดังนี้
ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของเอเชียจากตะวันออกกลาง เปิดเผยว่าเรือบรรทุกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียลำแรกนับตั้งแต่สงครามปะทุ กำลังจะเดินทางมาถึงในไม่ช้า
อิหร่านอ้างว่า มีเรือ 35 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังได้รับอนุญาต ตามรายงานของ ISNA ที่อ้างคำแถลงของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
อิหร่านได้ทำลายโดรน MQ‑9 Reaper ที่กองทัพสหรัฐใช้งานไปแล้วมากกว่า 20 ลำตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่รับรู้เรื่องโดยตรง คิดเป็น 20% ของจำนวนโดรนรุ่นดังกล่าวที่เพนตากอนมีอยู่ก่อนสงคราม ซึ่งเป็นระบบไร้คนขับที่ทดแทนได้ยาก

