นักวิเคราะห์มองการเปิดบ้านต้อนรับผู้ระดับโลกอย่างทรัมป์และปูติน แสดงให้เห็นว่า สี จิ้นผิง มีจุดยืนที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกับปูตินและทรัมป์ ที่ยังหาทางออกในปัญหาที่ตัวเองก่อไม่ได้
ปิดฉากลงแล้วสำหรับภารกิจการทูตที่เป็นที่จับตาจากทั่วโลกของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน หลังจากพบกับผู้นำประเทศคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลต่อจีนที่สุดอย่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ก่อน และหารือกับหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดจีนที่สุดอย่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินแห่งรัสเซีย
ในขณะที่ทรัมป์กำลังพยายามหาทางออกจากสงครามอิหร่าน และกองทัพของปูตินส่วนใหญ่ยังคงติดพันสงครามอยู่ในยูเครน การประชุมสุดยอดในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ผู้นำจีนมีโอกาสได้แสดงให้เห็นว่า ปักกิ่งเป็นเสาหลักความมั่นคงของโลก และเป็นผู้เล่นทางการทูตที่ขาดไม่ได้
“สีดูเหมือนจะมีจุดยืนที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกับปูตินและทรัมป์ ผู้นำทั้งสองคนที่ต่างเผชิญกับความขั้นแย้งที่พวกเขาก่อเอง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแก้ไขได้ยากกว่าที่คาดไว้” แพทริเซีย คิม นักวิจัยด้านนโยบายต่างประเทศจากสถาบันบรูกกิงส์ในกรุงวอชิงตัน กล่าว
“สีสามารถให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศจีนได้มากขึ้น และได้สร้างภาพลักษณ์ของมหาอำนาจที่มั่นคงและมั่นใจในเวทีโลก”
ขณะที่การประชุมสุดยอดกับทรัมป์ส่วนใหญ่เป็นประเด็นเกี่ยวกับการจัดการความตึงเครียด แต่การพบปะกับปูตินกลับเป็นความท้าทายที่แตกต่างออกไป นั่นคือ การแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายประกาศไว้ว่า “ไร้ขีดจำกัด”
ดีลพลังงานรัสเซียยังไม่คืบ
สีและปูติน ผู้นำที่เคยพบปะกันมาแล้วมากกว่า 40 ครั้ง ต่างเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของรัสเซีย-จีน ซึ่งได้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในปี 2022 ด้วยการลงนามสนธิสัญญาหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ไม่ถึงสามสัปดาห์ก่อนที่มอสโกจะบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ
มอสโกได้ส่งสัญญาณก่อนการเยือนครั้งนี้ว่าต้องการข้อตกลงด้านพลังงานเพิ่มเติมกับจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรัสเซียรายใหญ่ที่สุด รวมถึงท่อส่งก๊าซและการขนส่งทางทะเล
อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า จีนสนใจอุปทานน้ำมันรัสเซียระยะยาวในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นแล้ว 10% ในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา
ระหว่างที่ปูตินเยือนจีนครั้งก่อนในเดือน ก.ย. 2025 ก๊าซพรอม บริษัทก๊าซยักษ์ใหญ่ของรัสเซียกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเดินหน้าโครงการพาวเวอร์ออฟไซบีเรีย 2 ซึ่งเป็นโครงการวางท่อส่งก๊าซระยะทาง 2,600 กิโลเมตรจากรัสเซียไปจีนโดยผ่านมองโกลเลีย ซึ่งคิดเป็นปริมาณ 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร
แต่จีนแทบไม่ได้กล่าวถึงโครงการนี้ต่อสาธารณะ แม้ว่าสี จิ้นผิงจะกล่าวเมื่อวันพุธว่าความร่วมมือด้านพลังงานและการเชื่อมโยงทรัพยากรควรเป็น “เสาหลัก” ในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซีย แต่สีก็ไม่ได้กล่าวถึงท่อส่งก๊าซนี้อย่างเจาะจง อีกทั้งประเด็นสำคัญอย่างราคาก๊าซยังคงไม่ได้รับการแก้ไข และนักวิเคราะห์คาดว่าการเจรจาอาจใช้เวลาหลายปี
“ความไม่ลงตัวหลักๆ เรื่องราคา การจัดหาเงินทุน และเงื่อนไขของสัญญา ดูเหมือนยังไม่ได้รับการแก้ไข” ดาเนียล สลีท ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายของสถาบันโทนี แบลร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงระดับโลก กล่าว
“รัสเซียต้องการบรรลุข้อตกลงนี้อย่างเร่งด่วนมากกว่าจีน หลังจากสูญเสียตลาดก๊าซในยุโรปไปมาก ในขณะที่ปักกิ่งยังคงพอใจที่จะดำเนินการอย่างช้าๆ และรักษาความยืดหยุ่นเกี่ยวกับทางเลือกด้านการจัดหาพลังงานในอนาคต”
ประณามสหรัฐ-อิสราเอล
ก่อนการหารือเมื่อวันที่ 20 พ.ค. สี จิ้นผิง ให้การต้อนรับปูตินด้วยทหารกองเกียรติยศและการยิงปืนใหญ่สลุต ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง ขณะที่เด็กๆ โบกธงชาติจีนและรัสเซียรอรับ และหลังจากหารือเสร็จสิ้น ผู้นำทั้งสองร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ โดยมีเมนูเป็ดปักกิ่งและแฮมหมักจินฮวาเป็นเมนูหลัก และดื่มชาด้วยกันกับผู้ช่วยที่ใกล้ชิดจำนวนหนึ่ง ก่อนปูตินเดินทางออกจากจีน
สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า สี จิ้นผิง กล่าวว่า ประเทศทั้งสองควรให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ระยะยาวและส่งเสริมระบบการกำกับดูแลระดับโลกที่ “ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมากขึ้น” และย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียมาถึงระดับนี้ได้เพราะมีความไว้วางใจทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างแน่นแฟ้น”
ด้านปูตินกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนได้ก้าวไปสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแท้จริงและยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”
ในแถลงการณ์ร่วม ทั้งสองฝ่ายยังได้วางแผนความร่วมมือเพิ่มเติมในหลายด้าน ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ไปจนถึงการอนุรักษ์เสือ เสือดาว และแพนด้า ซึ่งล้วนเป็นสัตว์หายาก
จีน-รัสเซีย ยังระบุในแถลงการณ์ด้วยว่า สหรัฐและอิสราเอลละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการโจมตีอิหร่าน และแสดงการต่อต้านอย่างแน่วแน่ต่อลัทธิใช้อำนาจครอบงำและลัทธิฝ่ายเดียว
ตามที่เครมลินรายงานแถลงการณ์ร่วมระบุว่า “วาระด้านสันติภาพและการพัฒนาระดับโลกเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายใหม่ๆ พร้อมกับอันตรายจากความแตกแยกของประชาคมระหว่างประเทศ และการหวนกลับไปสู่ ‘กฎแห่งป่า’”
คัดค้านโกลเดนโดม
ในแถลงการณ์ร่วม ปักกิ่งและมอสโกยังได้ประณามแผนสร้างโกลเดนโดม (Golden Dome) ระบบป้องกันขีปนาวุธของประธานาธิบดีทรัมป์ และนโยบายนิวเคลียร์ที่ไร้ความรับผิดชอบ
แม้ว่าผู้นำจีนจะพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและสร้างสรรค์กับทรัมป์ แต่ทรัมป์มีความคิดเห็นที่แตกต่างกับสีในประเด็นที่สำคัญหลายประเด็น ในขณะที่จีนเองมีจุดยืนสอดคล้องกับรัสเซีย
แถลงการณ์ร่วมของจีน-รัสเซีย ระบุว่า แผนสร้างระบบสกัดขีปนาวุธภาคพื้นและอวกาศของทรัมป์คุกคามความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ของโลก และวิจารณ์วอชิงตันที่ปล่อยให้สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐ-รัสเซียสิ้นสุดลง
ทั้งนี้ สนธิสัญญานิวเคลียร์ดังกล่าวสิ้นสุดเมื่อเดือน ก.พ. และทรัมป์ไม่ตอบกลับข้อเสนอของมอสโกที่ให้ขยายการจำกัดขีปนาวุธและหัวรบนิวเคลียร์ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งนั่นเป็นมาตรการที่นักการเมืองสหรัฐบางคนแย้งว่า อาจขัดขวางสหรัฐในการตอบโต้การเสริมแกร่งคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีน
อย่างไรก็ตามรอยเตอร์ระบุว่า ถึงแม้ผู้นำทั้งสองจะเห็นพ้องต้องกันในประเด็นความมั่นคงระดับโลก แต่ก็ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่มอสโกต้องการมานานได้อย่างสัญญาโครงการท่อส่งก๊าซใหม่ ที่จะทำให้มอสโกสามารถจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้จีนได้มากกว่าสองเท่า

