จากการตรวจสอบงบการเงินของบริษัทต่าง ๆ ในสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย นับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น รอยเตอร์พบว่า มีสถานะทางการเงินที่น่าเป็นห่วง โดยหลายธุรกิจเผชิญกับราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และเส้นทางการค้าถูกตัดขาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทอย่างน้อย 279 แห่ง พบว่า สงครามอิหร่าน เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการป้องกันเพื่อบรรเทาผลกระทบทางการเงิน รวมถึงมาตราการด้านการขึ้นราคาและการลดการผลิต ตลอดจนการระงับการจ่ายเงินปันผลหรือการซื้อหุ้นคืน การปรับลดพนักงาน การเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมัน และการขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากรัฐบาล
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ระดับโลกล่าสุดที่สร้างความสับสนอลหม่านให้กับธุรกิจต่างๆ หลังจากโลกเผชิญกับการแพร่ระบาดโควิด-19 การรุกรานยูเครนของรัสเซีย กำลังบั่นทอนความหวังในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากแทบไม่มีสัญญาณบ่งชี้เลยว่า คู่ขัดแย้งจะสามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งนี้ได้
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เตือนว่า เมื่อการเติบโตของธุรกิจชะลอตัวลง อำนาจในการกำหนดราคาจะน้อยลง และต้นทุนคงที่ก็ยากที่จะรักษาระดับเดิมไว้ได้ ซึ่งนั่นจะนำไปสู่กำไรที่น้อยลงในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสต่อๆ ไป และเมื่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เปราะบางอยู่แล้วอีกด้วย
ต้นทุนซัพพลายพุ่งหลายภาคส่วน
ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ใช่ภาคส่วนเดียวที่ออกมาเตือนถึงความเสียหายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้าสู่เดือนที่สามแล้ว เพราะบริษัทอื่นๆ รวมถึงพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคจากสหรัฐ, คาเร็กซ์ ผู้ผลิตถุงยางอนามัยมาเลเซีย และโตโยต้า ต่างก็ออกมาเตือนเรื่องนี้เช่นกัน
การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม 50%
การปิดช่องแคบยังส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นด้วย ทำให้อุปทานวัตถุดิบต่างๆ หยุดชะงัก และเส้นทางการค้าที่สำคัญต่อการขนส่งถูกตัดขาด ขณะที่อุปทานปุ๋ย ฮีเลียม อะลูมิเนียม โพลิเอทิลีน และวัตถุดิบสำคัญอื่นๆ ได้รับผลกระทบเช่นกัน
บริษัท 1 ใน 5 ที่รอยเตอร์สัมภาษณ์ ตั้งแต่ธุรกิจเครื่องสำอาง ยางรถยนต์และผงซักฟอก ไปจนถึงผู้ให้บริการเรือสำราญและสายการบิน ล้วนได้รับผลกระทบทางการเงินจากสงครามทั้งสิ้น
โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักร และยุโรป ขณะที่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบราว 1 ใน 3 เป็นธุรกิจเอเชีย สะท้อนให้เห็นการพึ่งพาน้ำมันและผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอย่างหนักจากตะวันออกกลาง
เจ็บนี้แทบไม่ต่างภาษีทรัมป์
รอยเตอร์เปรียบเทียบช่วงเวลาอันขมขื่นของธุรกิจในปีนี้ให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยบอกว่าเมื่อเดือน ต.ค. ปีก่อน ธุรกิจหลายร้อยบริษัทต่างประสบกับความสูญเสียเป็นมูลค่ากว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ จากมาตรการภาษีปี 2025 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ส่วนในปีนี้ สายการบินครองสัดส่วนธุรกิจที่มีภาระต้นทุนจากสงครามมากที่สุด โดยคิดเป็นมูลค่าเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า
ขณะที่ความขัดแย้งในอิหร่านมีท่าทีว่าอาจยืดเยื้อ บริษัทจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็เริ่มส่งสัญญาณเตือนมากขึ้น อาทิ โตโยต้าของญี่ปุ่นเตือนว่า บริษัทอาจได้รับผลกระทบมากถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่พีแอนด์จีประเมินว่ากำไรหลังหักภาษีอาจลดลง 1 พันล้านดอลลาร์
ด้านแมคโดนัลด์ เชนฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่เผยเมื่อต้นเดือน พ.ค. ว่า ต้นทุนของธุรกิจอาจสูงขึ้นในระยะยาว เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง
คริส เคมป์ซินสกี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) แมคโดนัลด์ กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานบั่นทอนความต้องการของผู้บริโภครายได้ต่ำ และเสริมว่า ราคาก๊าซที่สูงขึ้นก็เป็นปัญหาหลักที่บริษัทเผชิญอยู่ในขณะนี้
ราคาน้ำมันอ่อนไหว
บริษัทเกือบ 40 แห่งในอุตสาหกรรมการผลิต เคมีภัณฑ์ และวัสดุ ต่างเผยว่า พวกเขาจะขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากมีความเสี่ยงในการจัดหาปิโตรเคมีจากตะวันออกกลาง
มาร์ค เออร์เซก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของนิวเวล แบรนด์ส กล่าวเมื่อต้นเดือนว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 5 ล้านดอลลาร์
ด้านคอนติเนนทอล แบรนด์ยางรถยนต์สัญชาติเยอรมนีก็คาดว่าภาระต้นทุนอาจสูงขึ้นอย่างน้อย 100 ล้านยูโร ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เนื่องจากราคาน้ำมันทำให้วัตถุดิบที่ใช้ผลิตแพงขึ้น
โรแลนด์ เวลซ์บาเชอร์ ผู้บริหารของคอนติเนนทอล กล่าวในเดือน พ.ค. ว่า อาจมีเวลาอีกราว 3-4 เดือนก่อนที่สถานการณ์ความขัดแย้งจะส่งผลกระทบต่องบกำไร-ขาดทุนของบริษัท
“อาจส่งผลกระทบช่วงปลายไตรมาส 2 และจากนั้นจะรุนแรงขึ้นอย่างเต็มที่ในช่วงช่วงปีหลัง” ผู้บริหารคอนติเนนทอล กล่าว
อย่างไรก็ดี รอยเตอร์ระบุว่า กำไรของบริษัทต่างๆ ยังคงแข็งแกร่งตลอดไตรมาสแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดัชนีหลัก เช่น S&P 500 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ แม้ว่าต้นทุนด้านพลังงานจะเพิ่มสูงขึ้น และผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็ตาม
ทว่าตามข้อมูลของแฟ็กเซ็ต แสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. การคาดการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส 2 สำหรับอุตสาหกรรมใน S&P 500 ลดลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ , สำหรับธุรกิจสินค้าฟุ่มเฟือย ลดลง 0.14 จุดเปอร์เซ็นต์ และสำหรับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานลดลง 0.08 จุดเปอร์เซ็นต์
นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนในดัชนี STOXX 600 ของยุโรปอาจเผชิญกับแรงกดดันด้านอัตรากำไรตั้งแต่ไตรมาสที่สองเป็นต้นไป เนื่องจากสามารถผลักภาระต้นทุนเพิ่มเติมไปยังลูกค้าได้ยากขึ้น และการป้องกันความเสี่ยงจากสัญญาเฮดจ์กำลังสิ้นสุด
เจอร์รี โฟวเลอร์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นยุโรปของยูบีเอส กล่าวว่า ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง ทั้งธุรกิจยานยนต์ โทรคมนาคม และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน เตรียมปรับลดประมาณการผลประกอบการลงมากกว่า 5% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า
ในญี่ปุ่น นักวิเคราะห์ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของกำไรในไตรมาสที่สองลงครึ่งหนึ่ง เหลือ 11.8% นับตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม
อย่างไรก็ดี รามี ซาราฟา ซีอีโอคอร์โดบา แอดไวเซอรี พาร์ทเนอร์ส กล่าวว่า “ผลกระทบที่แท้จริงต่อกำไรยังไม่ปรากฏชัดในผลประกอบการของบริษัทส่วนใหญ่”

