ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินแห่งรัสเซียมีกำหนดการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ซึ่งถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของผู้นำรัสเซียในปีนี้ ในขณะที่สงครามอิหร่านเปิดโอกาสให้รัสเซียเชื่อมโยงด้านพลังงานกับจีนลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
บลูมเบิร์กรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า รัสเซียหวังว่าความปั่นป่วนในตลาดพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะทำให้จีนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในการเจรจาสัญญาราคาก๊าซสำหรับ “โครงการท่อส่งก๊าซพาวเวอร์ออฟไซบีเรีย 2” (Power og Siberia 2)
เจ้าหน้าที่รัสเซียคนหนึ่ง กล่าวว่า ทางการจีนได้แสดงความสนใจที่จะเร่งดำเนินการเจรจา แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
“โครงการท่อส่งก๊าซเป็นหนึ่งในวาระ และพวกเรามีความมุ่งมั่นที่จะหารือเรื่องนี้อย่างจริงจัง” ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านนโยบายการต่างประเทศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ (18 พ.ค.) “ผมเชื่อว่าประเด็นนี้จะมีการหารือกันอย่างละเอียดระหว่างสองผู้นำ”
อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กระบุว่าความคืบหน้าใดๆ ของโครงการขึ้นอยู่กับ “สี จิ้นผิง” แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกว่ารัสเซียจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างง่ายดาย
ทั้งนี้ อูชาคอฟ เผยว่า ปูตินและสีมีกำหนดการหารือกันในวันพุธ (20 พ.ค.) และจะดื่มชาด้วยกันในช่วงเย็นเพื่อหารือกันอีกครั้ง ส่วนคณะผู้แทนรัสเซียที่เข้าร่วมการหารือครั้งนี้ มีทั้งระดับรองนายกรัฐมนตรี 5 คน รัฐมนตรี 8 คน และเอลวิรา นาบิอุลลินา ผู้ว่าการธนาคารกลางรัสเซีย รวมถึงหัวหน้าหน่วยงานรัฐและนักธุรกิจรายใหญ่อีกหลายคน
การเยือนจีนของปูตินมีขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ เยือนจีนเมื่อสัปดาห์ก่อน หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์บรรยายลำดับการเยือนนี้ว่าเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า
ปักกิ่งกำลัง “ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการทูตระดับโลกอย่างรวดเร็ว” โดยระบุว่า การเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำทั้งสหรัฐและรัสเซียภายในหนึ่งสัปดาห์นั้น “เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากในยุคหลังสงครามเย็น”
อย่างไรก็ตาม การเยือนของรัสเซียครั้งนี้ วอชิงตันก็อาจกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
เคิร์ต ทง หุ้นส่วนผู้จัดการดิเอเชียกรุ๊ปให้สัมภาษณ์ในรายการเดอะไชน่าคอนเน็กชั่นของซีเอ็นบีซีเมื่อวันจันทร์ “หากจีนให้ความช่วยเหลือรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ สหรัฐก็อาจแสดงความไม่พอใจ”
ปรับสมดุลความสัมพันธ์
เนื่องด้วยเศรษฐกิจรัสเซียกำลังเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น ประเทศจึงพึ่งพาการค้ากับจีนอย่างหนักเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการคว่ำบาตรของตะวันตกจากการที่รัสเซียรุกรานยูเครน ซึ่งตอนนี้สงครามดำเนินมาถึงปีที่ 5 แล้ว
อย่างไรก็ดี สงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ต่ออิหร่านอาจเปิดโอกาสให้มอสโกได้ปรับสมดุลความสัมพันธ์อีกครั้ง ขณะที่ปักกิ่งกำลังมองหาความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น ท่ามกลางความปั่นป่วนที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
วาซีลี คาชิน ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจาก Higher School of Economics ในกรุงมอสโก มองว่า ความขัดแย้งตะวันออกลางเสริมแกร่งความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน ด้วยการหนุนบทบาทรัสเซียเป็นซัพพลายเออร์ด้านวัตถุดิบที่สำคัญต่อจีน
“การเยือนของปูตินคาดว่าจะสะท้อนความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ซึ่งจีนเองก็มีความสนใจในความร่วมมือด้านโลจิสติกส์และพลังงานของรัสเซียมากขึ้น”
แหล่งข่าวใกล้ชิดกับบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลรัสเซียระบุว่า บริษัทก๊าซพรอมได้เสนอราคาที่จูงใจมากสำหรับโครงการท่อส่งก๊าซพาวเวอร์ออฟไซบีเรีย 2 ซึ่งจะทอดยาวจากไซบีเรียไปยังจีนผ่านมองโกเลีย แต่ฝ่ายจีนไม่ได้แสดงความเต็มใจที่จะผลักดันโครงการนี้ต่อไป ดังนั้นเป้าหมายของรัสเซียยังคงเป็นการทำข้อตกลงราคาก๊าซให้ได้ภายในเดือน ก.ย.
ด้านสำนักงานฝ่ายสื่อของก๊าซพรอมยังไม่ตอบกลับคำขอความเห็นจากบลูมเบิร์ก
จีนกล่าวในเดือนมี.ค. หลังจากสงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นว่า จีนมีเป้าหมายเร่งเดินหน้าโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติรัสเซียในแผนห้าปีของตน ต่อมาเดือน เม.ย. อเล็กซี มิลเลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของก๊าซพรอม และไต้ ฮัวเหลียง ประธานกรรมการบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีนพบกันในกรุงปักกิ่ง และหารือเกี่ยวกับการพัฒนาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ร่วมกัน
ปูติน กล่าวในวันที่ 9 พ.ค. ว่า ประเด็นสำคัญแทบทุกประเด็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านก๊าซและน้ำมันได้ทำการตกลงกับจีนแล้ว
“หากเราสามารถสรุปประเด็นเหล่านี้และดำเนินการให้แล้วเสร็จในระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผมจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง” ปูตินกล่าว
นอกจากนี้ แม้เรื่องเส้นทางคมนาคมผ่านรัสเซียเป็นหัวข้อในการเจรจาทวิภาคีมานานแล้ว แต่แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการหารือระบุว่า ขณะนี้มอสโกเห็นถึงความสนใจของเจ้าหน้าที่จีนต่างไป โดยพวกเขาเห็นว่าจีนสนใจการขยายเส้นทางขนส่งทางบก และเส้นทางทะเลอาร์กติกเหนือมากขึ้น
“สงครามอิหร่านแสดงให้เห็นว่า เส้นทางเดินเรือและจุดคอขวดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ไม่สามารถรับประกันได้อีกต่อไปว่าจะมีความมั่นคง” หวัง อี้เวย อดีตนักการทูตและผู้อำนวยการสถาบันกิจการระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยเหรินหมิน กล่าว “นี่บีบให้จีนต้องพัฒนาเส้นทางทางเลือกและต้องป้องกันความเสี่ยงอย่างแข็งขันมากขึ้น”
รัสเซียพึ่งพาจีนอย่างหนัก
เครมลินระบุว่า การเยือนของปูตินรอบนี้มีขึ้นอย่างเป็นทางการเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือระหว่างรัสเซียและจีน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่สี จิ้นผิง ได้พบกับทรัมป์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีรัสเซียได้ทราบรายละเอียดของการหารือเหล่านั้น
แต่สำหรับสี นี่เป็นครั้งที่ 2 ของในปีนี้ที่เขาได้หารือทางการทูตกับทรัมป์และปูติน หลังจากที่เขาเคยหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสหรัฐและปูตินแยกกันภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงในช่วงต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
ปูตินและสีพบกันครั้งล่าสุดเมื่อเดือน ก.ย. เมื่อประธานาธิบดีจีนเป็นเจ้าภาพจัดประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นการประชุมความมั่นคง ตามมาด้วยพบกันในงานครบรอบสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย ซึ่งมีการแสดงขบวนพาเหรดทางทหารโชว์อาวุธ ยุทโธปกรณ์ของจีน
ที่ผ่านมาสหรัฐพยายามอยู่เป็นระยะเพื่อดึงรัสเซียออกจากความเป็นหุ้นส่วนกับจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับสงครามในยูเครนและการเผชิญหน้าที่อาจเกิดขึ้นกับปักกิ่งเกี่ยวกับไต้หวัน แต่ปูตินแทบไม่มีแรงจูงใจที่จะหันเหออกจากสี จิ้นผิง แม้ว่าเจ้าหน้าที่เครมลินบางคนเริ่มไม่สบายใจที่รัสเซียพึ่งพาทางเศรษฐกิจและการทูตแค่กับจีน
เมื่อยอดขายก๊าซธรรมชาติไปยังตลาดยุโรปส่วนใหญ่หายไปเนื่องจากการทำสงครามในยูเครน รัสเซียจึงเพิ่มการส่งออกไปยังเอเชีย และคาดว่ารัสเซียจะขายก๊าซธรรมชาติให้จีนไปอีกหลายปีในราคาราว 1 ใน 3 ของราคาพลังงานในยุโรป และคาดการณ์ด้วยว่าปริมาณการส่งออกพลังงานจะไหลไปทางทิศตะวันออกต่อปีสูงถึง 5.25 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2029
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ยุโรป เผยว่า ปัจจุบันรัสเซียนำเข้าเทคโนโลยีที่ถูกคว่ำบาตรมากกว่า 90% จากจีน เพิ่มขึ้นราว 80% ในปีก่อน
จุดยืนที่ขัดแย้ง
ในขณะที่รัสเซียพึ่งพาจีน ปักกิ่งเองก็มองว่ามอสโกเป็นหุ้นส่วนที่มีประโยชน์ในการลดทอนอำนาจของสหรัฐ และส่งเสริมระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ แต่จีนมีความมุ่งมั่นที่จะไม่เข้าไปพัวพันกับความเสี่ยงจากการทำสงครามในยูเครนของปูตินมากเกินไป โดยเฉพาะในขณะที่จีนพยายามแสดงจุดยืนในระดับโลกว่าตนเป็นขุมกำลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพ
การรักษาสมดุลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในจุดยืนของจีนอย่างชัดเจน โดยจีนปฏิเสธที่จะประณามการรุกรานของรัสเซีย แต่ทางการจีนยังคงอ้างเรื่องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และอำนาจของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นจุดยืนที่ขัดกับข้อเรียกร้องด้านการครอบครองพื้นที่ในยูเครนของมอสโก
นอกจากนี้ จีนยังต้องการหลีกเลี่ยงบทบาทรับผิดชอบยุติสงครามยูเครนด้วยการใช้ความสัมพันธ์ที่มีกับมอสโกโน้มน้าวให้สงครามสิ้นสุดลง เพราะปักกิ่งยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซีย
บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ People’s Daily ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์หลักของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในเวทีระหว่างประเทศหมายความว่า ทั้งสองฝ่ายควร “เสริมสร้างการประสานงานเชิงกลยุทธ์และความร่วมมือกันอย่างรอบด้าน”
รายงานดังกล่าวยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือด้านการวิจัยอวกาศ พลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเกษตร ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โครงการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีชีวภาพ
“ความสนใจของจีนที่มีต่อรัสเซียมีพื้นฐานมาจากความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากมอสโกเสนอความมั่นคงด้านพลังงาน การเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญ และการเข้าถึงอาร์กติก” วิตา สปิวัก ที่ปรึกษาจากเกตเฮาส์ บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ในสหราชอาณาจักรกล่าว “แต่แน่นอนว่า รัสเซียต้องการจีนมากกว่าที่จีนต้องการรัสเซีย”

