การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดี ผ่านไปด้วยดี แต่มีวาทะที่น่าสนใจเมื่อสีกล่าวเปิดการประชุมด้วยการกล่าวถึง “กับดักธูซิดีดิส”
สี กล่าวในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) ว่า โลกให้ความสนใจกับการพบกันครั้งนี้ คำถามสำคัญสำหรับสองประเทศคือ "จีนและสหรัฐจะหลีกเลี่ยง 'กับดักธูซิดีดิส' ได้หรือไม่"
คำๆ นี้ นักรัฐศาสตร์นาม “แกรห์ม อัลลิสัน” จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำมาใช้จนฮิตติดหูในช่วงต้นทศวรรษ 2010 โดยอ้างอิงจากธูซิดีดิส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ ผู้ติดตาม สงครามระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตา
แนวคิดอันโด่งดังของธูซิดีดิส ระบุ “การผงาดขึ้นมาของเอเธนส์และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสปาร์ตาทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
สรุปง่าย ๆคือ เมื่อมหาอำนาจที่กำลังผงาดขึ้นมาท้าทายอำนาจเดิม ความขัดแย้งย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานวิจัยของอัลลิสันพบว่ารูปแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ และเขาใช้แนวคิดนี้เป็นกรอบในการวิเคราะห์การแข่งขันระหว่าง สหรัฐ-จีน
เว็บไซต์อินเดียนเอ็กซ์เพรสรายงานว่า ในหนังสือชื่อ Destined for War (ชะตากรรมสำหรับสงคราม) อัลลิสันศึกษาความเป็นปรปักษ์ในประวัติศาสตร์ 16 กรณี พบว่า 12 กรณียุติลงด้วยการทำสงคราม
ตัวอย่างที่อัลลิสันยกมาอ้างบ่อยครั้งคือ การผงาดขึ้นมาของญี่ปุ่นในต้นศตวรรษที่ 20 ส่งผลให้ตึงเครียดกับสหรัฐรุนแรง กลายเป็นการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ และสหรัฐเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีไม่ได้บอกว่า ความขัดแย้งหลีกเลี่ยงไม่ได้ อัลลิสันพบสี่กรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ต้องทำสงครามกันได้ เช่น ความเป็นปรปักษ์ระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น ความตึงเครียดถึงขีดสุดแต่ไม่ขยายวงถึงการเผชิญหน้ากันทางทหารโดยตรง
มีรายงานว่า สีเคยพูดถึง “กับดักธูซิดีดิส” หลายครั้งในอดีต เพื่อเตือนไม่ให้เผชิญหน้ากัน กระตุ้นให้ทั้งสองชาติหาหนทางจัดการการแข่งขันโดยไม่ต้องตกอยู่ในวงจรการทำลายล้าง
บลูมเบิร์กรายงานว่า ตามข้อมูลของหวัง จี้เจิ้น นักวิเคราะห์ในปักกิ่งผู้ศึกษาการอ้างอิงของสีต่อแนวคิดนี้ พบว่า สี พูดถึง “กับดักธูซิดีดิส” มาตั้งแต่ปี 2014 เป็นอย่างน้อย ล่าสุดใช้ตอนพบกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อเดือน พ.ย.2024 นอกรอบการประชุมผู้นำเอเปคที่เปรู
ข้อความของผู้นำจีนบอกว่า ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มุมมองของจีนคือทั้งสองฝ่ายควรหาทางอยู่ร่วมกัน ซึ่งปักกิ่งมักอธิบายว่าเป็น “การเคารพซึ่งกันและกัน” และ “ความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”
ขณะที่คนในฝ่ายวอชิงตันค่อนข้างใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังมากกว่า โดยผู้กำหนดนโยบายสหรัฐมักมีแนวโน้มเน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันและการบริหารความเสี่ยง
หวังกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีมิติของยุทธศาสตร์ด้วย การยก “กับดักธูซิดีดิส” ขึ้นมาใช้ เท่ากับว่าปักกิ่งยกระดับความตึงเครียดสหรัฐ-จีน ไปเหนือกว่าความขัดแย้งด้านการค้าหรือไต้หวัน ไปสู่เรื่องที่ใหญ่กว่า นั่นคือบททดสอบครั้งสำคัญว่ามหาอำนาจทั้งสองจะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร
ทั้งยังเป็นการตอกย้ำสถานะของจีนในฐานะมหาอำนาจที่ทัดเทียมกับสหรัฐไม่ใช่ประเทศที่เป็นรอง ดังที่สีถามทรัมป์ว่า จีนและสหรัฐจะสามารถ “สร้างแบบแผนใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจได้หรือไม่”

