วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม 2569

Login
Login

นักวิเคราะห์ชี้ ประชุม ‘ทรัมป์-สี’ ราบรื่น แต่ยังไม่เปลี่ยนสัมพันธ์ ‘สหรัฐ-จีน’

นักวิเคราะห์ชี้ ประชุม ‘ทรัมป์-สี’ ราบรื่น แต่ยังไม่เปลี่ยนสัมพันธ์ ‘สหรัฐ-จีน’

นักวิเคราะห์จากฮ่องกงมองว่า การประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง รอบนี้ดูราบรื่น และช่วยยับยั้งความสัมพันธ์ที่ตกต่ำ แต่อาจยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ ‘สหรัฐ-จีน’ มากนัก

หลี่ เฉิง นักวิชาการชาวจีนชั้นนำ กล่าวว่า การประชุมสุดยอดสหรัฐ-จีน มีความสำคัญอย่างมากในการยับยั้งความสัมพันธ์ที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ระหว่างสองประเทศ

หลี่ให้สัมภาษณ์กับเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ ในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ระหว่างเยือนจีน ว่า การประชุมสุดยอดนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนโครงสร้างโดยรวมของความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดมาหลายปี

สองประธานาธิบดีได้เริ่มต้นวันแรกของการเยือนด้วยการหารือเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ที่มหาศาลาประชาชน ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ได้เรียกร้องให้สองประเทศ “เป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง”

สียังได้อ้างอิงถึง “กับดักธูสิดีดิส” และเรียกร้องทั้งสองประเทศรับผิดชอบในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ของพวกเขา

“จีนและสหรัฐจะสามารถก้าวข้ามกับดักธูสิดีดิสและสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ให้กับความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจได้หรือไม่? เราสามารถร่วมมือกันแก้ไขความท้าทายระดับโลกและสร้างเสถียรภาพให้กับโลกได้มากขึ้นหรือไม่? เราสามารถให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศและอนาคตของมนุษยชาติ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคีได้หรือไม่นั้นเราในฐานะผู้นำของประเทศมหาอำนาจจำเป็นต้องหาคำตอบร่วมกัน”

การประชุมครั้งนี้เป็นหนึ่งในการพบปะของสีและทรัมป์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลายครั้งในปีนี้ ปีที่ปักกิ่งบอกว่าจะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ของความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน

หลี่ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัย Centre on Contemporary Chinaand the World ในฮ่องกง กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “วันที่น่าทึ่งอย่างแท้จริง… หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์”

“เมื่อเรามองไปเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนเผชิญกับความยากลำบากและอันตรายมามากมาย” หลี่กล่าว และอ้างอิงถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีต รวมถึงการปิดสถานกงสุลในปี 2020 และเรียกร้องให้วอชิงตันแยกตัวทางเศรษฐกิจออกจากปักกิ่งอย่างสมบูรณ์

แต่หลี่เตือนว่า ไม่ว่าการหารือครั้งนี้จะพิเศษเพียงใด ก็แทบไม่เปลี่ยนทิศทางความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนได้อย่างมีนัยสำคัญ

“การประชุมสุดยอดครั้งเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนทั้งหมด(ได้โดยตรง)” หลี่ เฉิง กล่าว และว่าความตึงเครียดเชิงโครงสร้างส่วนใหญ่มากจากความกังวลในวอชิงตันต่อ “อำนาจที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง” ของปักกิ่ง

อาจารย์รัฐศาสตร์รายนี้บอกว่า สหรัฐได้สูญเสียความเชื่อมั่น เมื่อดูจากปัญหาภายในประเทศ การเมืองแบบแบ่งพรรคแบ่งพวก และความตึงเครียดทางเชื้อชาติ

“ดังนั้นพวกเขาจึงกลัว พวกเขากลัวจีนมาก” อาจารย์หลี่ย้ำ “ปัญหาและความตึงเครียดทั้งหมดทั้งมวลของสหรัฐจะหายไปอย่างสิ้นเชิงหรือไม่นั้น ไม่ มันจะไม่หายไปแน่นอน” หลี่กล่าวตรงๆ แต่บอกว่าอาจมีสัญญาณเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง

อาจารย์จากฮ่องกงบอกว่า ทรัมป์เรียกจีนว่าเป็น "ประเทศที่ยิ่งใหญ่" และได้กล่าวยกย่องสีว่า "เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่" ด้วย ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองจาก “การมองจีนเป็นศัตรู” ไปเป็นการมองจีนเป็นมิตร

“เขาเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจ เขาต้องการสานต่อเจตนารมณ์ของตนเอง หรือทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกและผิด” หลี่ย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันในด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

“สหรัฐและจีน ในฐานะสองมหาอำนาจด้านเอไอ จำเป็นต้องรับผิดชอบหรือมีบทบาทนำในการหารือเกี่ยวกับประเด็นเร่งด่วนและสำคัญยิ่งเหล่านี้” อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์กล่าว และอ้างถึงการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในด้านการทหาร