วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ทรัมป์–สี จิ้นผิง พบกันทดสอบบทบาทอินเดียในฐานะผู้ถ่วงดุลจีน

ทรัมป์–สี จิ้นผิง พบกันทดสอบบทบาทอินเดียในฐานะผู้ถ่วงดุลจีน

รัฐบาลสหรัฐหลายชุดมองว่าอินเดียเป็นตัวถ่วงดุลอิทธิพลของจีนที่ขยายตัวในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก   แต่นโยบาย “แลกผลประโยชน์”  ของทรัมป์สมัย2 ทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง

ซีเอ็นบีซี ออกบทวิเคราะห์ว่า อินเดีย กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

อินเดีย เคยมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์การต่างประเทศของสหรัฐซึ่งถูกกำหนดขึ้นจากแรงปะทะระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง

เมื่อการประชุมสุดยอดระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลกเปิดฉากขึ้นในวันนี้ (14 พ.ค. 69) อินเดียจะคาดหวังว่าท่าทีที่อ่อนลงของทรัมป์ต่อจีนจะไม่กลายเป็น “ดีลใหญ่” ที่ลดทอนบทบาทของนิวเดลีในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

 

หากทรัมป์เลือกให้ความสำคัญกับข้อตกลงทวิภาคีขนาดใหญ่กับปักกิ่ง อินเดียก็จะมี “ความกังวลอย่างมีเหตุผลว่าสหรัฐจะมองจีนเป็นคู่เจรจาหลักในเอเชีย มากกว่าจะมองเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์หลัก” โรนัก ดี. เดไซ นักวิจัยรับเชิญแห่งสถาบันฮูเวอร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวกับซีเอ็นบีซี

 

ดังนั้น “อินเดียจำเป็นต้องทำให้คุณค่าทางยุทธศาสตร์ของตนเองถูกเพิกเฉยได้ยากขึ้น” เดไซกล่าว พร้อมเสริมว่านั่นหมายถึงความสัมพันธ์สหรัฐ–อินเดียต้องออกดอกออกผลที่จับต้องได้มากขึ้นในภาคส่วนต่างๆ เช่น กลาโหม ความมั่นคงทางทะเล แร่ธาตุสำคัญ พลังงาน และการผลิต

ทรัมป์และสีพบกันครั้งล่าสุดที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกสีว่า “นักเจรจาที่แกร่งมาก” และบอกว่าทั้งสองฝ่าย “มีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด” ขณะเดียวกัน สีเรียกร้องให้ปักกิ่งและวอชิงตันเป็น “หุ้นส่วนและมิตร” และในการพบกันครั้งนั้นเอง ทรัมป์ได้กล่าวถึงจีนและสหรัฐว่าเป็น G2 กลุ่มสองประเทศผู้นำโลก

 

“เขา [ทรัมป์] มักชอบผู้นำที่แข็งกร้าว” นิรุปมา ราว อดีตเอกอัครราชทูตอินเดียประจำสหรัฐจีน และศรีลังกา กล่าวในรายการ “Inside India” ของซีเอ็นบีซี เมื่อวันจันทร์ โดยกล่าวเป็นนัยถึงท่าทีที่ประนีประนอมมากขึ้นของทรัมป์ต่อสีในช่วงที่ผ่านมา

 

การเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ

 

กว่า 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐหลายสมัยได้กระชับความสัมพันธ์กับอินเดียเพื่อใช้ถ่วงดุลอิทธิพลของจีนในแถบอินโด–แปซิฟิก อินเดียซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในทางตรงข้ามกับจีนที่ปกครองด้วยพรรคการเมืองเดียว จึงถูกมองว่าเป็น “หุ้นส่วนตามธรรมชาติ” ของสหรัฐตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

 

“เป็นทรัมป์นี่เองที่ในสมัยแรกของเขาได้ท้าทายนโยบายจีนของสหรัฐและยังผลักดันให้กลุ่ม QUAD เดินหน้า” ฮาร์ช แพนท์ รองประธานฝ่ายวิจัยและนโยบายต่างประเทศแห่งมูลนิธิวิจัย Observer กล่าว กลุ่ม QUAD คือหุ้นส่วนทางการทูตระหว่างออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐ ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “อินโด–แปซิฟิกที่สันติ มั่นคง และมั่งคั่ง”

ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในสมัยแรกของทรัมป์ ยังทำให้อินเดียกลายเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากกลยุทธ์ “China+1” เมื่อบริษัทสหรัฐเริ่มกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน

แต่ในสมัยที่สองของทรัมป์ นโยบายต่างประเทศของสหรัฐเปลี่ยนทิศ ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับนิวเดลีเริ่มสั่นคลอนจากประเด็นการค้าและภาษี ทรัมป์ถึงขั้นเตือนบริษัท Apple ไม่ให้สร้างฐานผลิตสมาร์ตโฟนในอินเดีย ขณะเดินหน้าแนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน”

“แนวคิดที่ว่าอินเดียเป็นคู่ถ่วงดุลอำนาจของจีนนั้นอ่อนแอลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์” ชีติจ บาจปาอี นักวิจัยอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียใต้ของ Chatham House กล่าว พร้อมเสริมว่านโยบายต่างประเทศของทรัมป์ในช่วงวาระที่สองนั้นเน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มากกว่าการยึดมั่นในคุณค่า

ความสัมพันธ์อินเดีย–สหรัฐ สั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว หลังวอชิงตันกล่าวหาอินเดียว่า “แสวงหากำไร” จากการนำน้ำมันรัสเซียราคาถูกเข้าประเทศ และเก็บภาษีลงโทษ 25% ขณะมองข้ามการซื้อน้ำมันรัสเซียของจีน

 

หลังการพบกันของสี–ทรัมป์ที่ปูซานเมื่อปีที่แล้ว วอชิงตันยังลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนลงเหลือราว 47% ต่ำกว่าอัตรา 50% ที่ใช้กับสินค้านำเข้าจากอินเดีย ก่อนจะปรับลดลงเมื่อต้นปีนี้

 

“รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองเริ่มต้นด้วยท่าทีแข็งกร้าวมากต่อจีน ก่อนจะตระหนักอย่างรวดเร็วว่า สหรัฐยังไม่มีสินค้าและชิ้นส่วนทดแทนจากจีนในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของบริษัทและผู้บริโภคอเมริกัน” อาร์ยัน ดี’โรซาริโอ ผู้ช่วยวิจัยด้านเศรษฐกิจอินเดียและเอเชียเกิดใหม่แห่ง CSIS กล่าว ซึ่งนำไปสู่การอ่อนท่าทีต่อปักกิ่งในที่สุด

 

ในขณะที่ความสัมพันธ์สหรัฐ–อินเดียเสื่อมถอยลงจากแนวนโยบายต่างประเทศเชิงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของทรัมป์ ปักกิ่งและนิวเดลีกลับเผชิญข้อพิพาทชายแดนกันมายาวนานหลายทศวรรษ ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความตึงเครียด ท่ามกลางฉากหลังดังกล่าว อินเดียจึงมีแนวโน้มจะจับตาผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดสหรัฐ–จีนใกล้ชิดกว่าประเทศเอเชียส่วนใหญ่

 

“จากมุมมองของนิวเดลี อินเดียจะมองการพบกันระหว่างทรัมป์–สีด้วยความไม่สบายใจอยู่พอสมควร ท่ามกลางความกังวลต่อการฟื้นแนวคิด ‘G2’ ซึ่งลดทอนบทบาทของชาติมหาอำนาจระดับกลางอย่างอินเดีย” บาจปาอี กล่าว

ประเด็นที่ต้องรู้

โมดีชี้ สงครามอิหร่านเสี่ยงกระทบหนักต่ออินเดีย  

เมื่อวันอาทิตย์ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เรียกร้องให้ประชาชนลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลดการเดินทางไปต่างประเทศ และชะลอการซื้อทองคำ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบรุนแรงของสงครามอิหร่านต่อเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นคาดว่าจะทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศขาดดุลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เงินเฟ้ออินเดียเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่หก  

ดัชนีราคาผู้บริโภคของอินเดียในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่หก สู่ระดับ 3.48% จาก 3.40% ในเดือนมีนาคม แม้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มไว้ เพื่อป้องกันผู้บริโภคจากผลกระทบของราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น

นิวเดลีขึ้นภาษีนำเข้าทองคำเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี  

อินเดียซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับสองของโลก ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำและเงินจาก 6% เป็น 15% เพียงไม่กี่วันหลังจากนายกฯ โมดีเรียกร้องให้ประชาชนลดการซื้อทองคำเป็นเวลาหนึ่งปี เนื่องจากการนำเข้าทองคำจำนวนมากสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี

กำหนดการสำคัญ

14–15 พ.ค.: อินเดียเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม BRICS  

15–20 พ.ค.: นายกฯ โมดี มีกำหนดเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ และอิตาลี