‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ขนทัพผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐเยือน ‘จีน’ ครั้งแรกในรอบ 10 ปี เพื่อหารือ และแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยี ท่ามกลางจังหวะที่รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณากฎกำกับเอไอคล้ายจีน ‘เจนเซน หวง’ ร่วมทริปนาทีสุดท้ายแวะขึ้นแอร์ฟอร์ซวันที่อะแลสกา จับตาดีลเทคครั้งใหญ่ของ 2 มหาอำนาจโลก ขณะที่ การเยือนจีนครั้งนี้ของ ‘ทรัมป์‘ อาจมีการหารือเรื่อง ’ภาษี’ ที่ยังเป็นปัญหาใหญ่แม้สองฝ่ายจะพักรบชั่วคราวตั้งแต่เดือนต.ค.ปีก่อนก็ตาม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เดินทางถึงจีนเมื่อคืนวันพุธ (13 พ.ค.69) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีรายชื่อผู้ติดตามที่บ่งชี้ว่า วาระสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือ “การหารือด้านเทคโนโลยี” กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน
ซีอีโอเทคโนโลยีระดับโลกร่วมขบวน
ตามรายงานของเดอะ การ์เดียน ระบุว่า ทิม คุก ซีอีโอแอปเปิล ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง และอีลอน มัสก์ ซีอีโอ สเปซเอ็กซ์ และเทสลาจะร่วมเดินทางไปพร้อมกับทรัมป์ด้วย
นอกจากสองชื่อดังกล่าวแล้ว ยังมีผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอีกหลายราย ได้แก่ ดีนา พาวเวลล์ แมคคอร์มิก ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของเมตา, ซานเจย์ เมโรตรา ซีอีโอของไมครอน บริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำคอมพิวเตอร์
ชัค ร็อบบินส์ ซีอีโอของซิสโก้ ยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนาน และ คริสเตียโน อามอน ซีอีโอ ควอลคอม ผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายสำคัญ
ทิม คุก นักการทูตธุรกิจผู้คุ้นเคยกับปักกิ่ง
ในบรรดาผู้บริหารที่ร่วมเดินทางทั้งหมด ทิม คุก ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีน้ำหนักเป็นพิเศษในการเจรจาครั้งนี้ เพราะแอปเปิลมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับจีนมายาวนาน
ปัจจุบันแอปเปิลยังคงผลิตสินค้าส่วนใหญ่ในจีน แม้จะเริ่มทยอยย้ายสายการผลิตบางส่วนไปยังอินเดีย และเวียดนาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ
ล่าสุด ไอโฟน 17 ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดจีน ส่งผลให้รายได้รายไตรมาสของแอปเปิลพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าจีนยังคงเป็นตลาดที่ขาดไม่ได้สำหรับบริษัท
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแอปเปิลประกาศการเกษียณของคุก บริษัทยังระบุชัดเจนว่าบทบาทในอนาคตของเขาจะรวมถึงการทำงานร่วมกับผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหมายความ ว่าการเดินทางในลักษณะนี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของตารางงานประจำของเขาในอนาคตอันใกล้
เจนเซน หวง ร่วมทริปนาทีสุดท้าย
เจนเซน หวง ซีอีโอ และผู้ร่วมก่อตั้งเอ็นวิเดีย ร่วมคณะประธานาธิบดี ทรัมป์ ไปเยือนจีนในนาทีสุดท้าย หลังมีรายงานว่าเขาไม่ได้อยู่ในลิสต์
เว็บไซต์บลูมเบิร์ก รายงานว่า มีคนเห็นหวง บนลานบินเพื่อขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันของประธานาธิบดี แหล่งข่าววงในรายหนึ่งเผยกับซีเอ็นบีซี หลังจากเห็นข่าวว่า หวงไม่ได้อยู่ในรายชื่อคณะตัวแทน ทรัมป์ก็โทรศัพท์ไปหาแล้วชวนเขามาร่วมทริปด้วย หวงจึงบินไปยังอะแลสกาเพื่อไปขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน
“เจนเซน กำลังเข้าร่วมการประชุมตามคำเชิญประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อสนับสนุนอเมริกา และเป้าหมายของรัฐบาล”
โฆษกเอ็นวิเดียแถลง โดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมหวงถึงไปขึ้นเครื่องระหว่างทางที่อะแลสกา ทำเนียบขาวก็ไม่ได้ให้ความเห็น
ต่อมาทรัมป์โพสต์ทรูธโซเชียล ยืนยันว่า หวงไปด้วย และปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าหวงไม่ได้รับเชิญ ทรัมป์ระบุว่า นับเป็นเกียรติที่หวง และผู้นำภาคธุรกิจอื่นๆ มาร่วมคณะตัวแทนสหรัฐ
“ผมจะขอให้ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ‘เปิดประเทศจีน’ เพื่อให้บุคคลผู้มากความสามารถเหล่านี้ได้แสดงศักยภาพ และช่วยยกระดับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้สูงขึ้นไปอีกขั้น!”
"ที่จริงแล้ว ผมขอสัญญาว่า เมื่อเราเจอกัน อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ผมจะขอสิ่งนั้นเป็นอย่างแรกเลย” ทรัมป์ ระบุในโพสต์
ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ทรัมป์ จะยกเรื่องเอ็นวิเดียมาหารือกับสี หรือไม่ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำให้รัฐบาลปักกิ่งอนุมัติให้ลูกค้าจีนซื้อชิปเอไอทันสมัย H200 ของเอ็นวิเดียชิปรุ่นนี้ซึ่งใช้ในการฝึก และปฏิบัติการโมเดลอย่างแชตจีพีทีของโอเพนเอไอ มักต้องได้รับอนุญาตจากวอชิงตันก่อนส่งออกไปให้จีนเสมอ เนื่องจากสหรัฐกังวลว่า เทคโนโลยีนี้อาจเป็นเสริมแกร่งให้กองทัพจีนได้
ความหวังดีลเทคระหว่างสองมหาอำนาจ
คำถามที่หลายฝ่ายจับตาคือ การเยือนจีนครั้งนี้จะก่อให้เกิดดีลธุรกิจ และเทคโนโลยีครั้งใหญ่เหมือนกับที่เกิดขึ้นในการเยือนตะวันออกกลางเมื่อเดือนพ.ค. ปี 2568 หรือไม่
ครั้งนั้น ทรัมป์สามารถประกาศความร่วมมือ และดีลทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลกับหลายประเทศในภูมิภาคได้สำเร็จ การเดินทางครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นการที่รัฐบาลทรัมป์ต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงพลังของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐ ซึ่งเติบโตมาภายใต้นโยบายที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนพัฒนาโดยไม่แทรกแซงมากนัก
ทำเนียบขาวเริ่มเดินตามรอยปักกิ่ง
สิ่งที่น่าสังเกต และขัดแย้งกันอยู่ในตัวเองคือ ขณะที่ทรัมป์กำลังนำผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐไปโชว์ศักยภาพในจีน รัฐบาลของเขากลับกำลังนำแนวทางควบคุมเอไอแบบเดียวกับที่ปักกิ่งใช้มาปรับใช้ในสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ
ในจีน กฎหมายกำหนดให้บริษัทที่พัฒนาเอไอ ต้องส่งโมเดลของตนให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน การตรวจสอบนี้ครอบคลุมทั้งในแง่ความมั่นคงของชาติ และการประเมินว่าเนื้อหาที่เอไอสร้างขึ้นมีความอ่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ กล่าวคือ รัฐบาลจีนไม่เพียงแต่ห้ามเนื้อหาที่คุกคามความมั่นคง แต่ยังห้ามเนื้อหาใดๆ ก็ตามที่รัฐมองว่าไม่เหมาะสมอีกด้วย
ปัจจุบัน ทำเนียบขาวกำลังพิจารณาออกคำสั่งผู้บริหารในลักษณะเดียวกัน โดยอาจกำหนดให้บริษัทเอไอต้องส่งโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุดให้ทำเนียบขาวตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน
ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศข้อตกลงกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่ง เพื่อให้มีกระบวนการตรวจสอบด้านความมั่นคงแห่งชาติสำหรับโมเดลเอไอรุ่นใหม่
บริษัทที่เข้าร่วมข้อตกลงนี้แล้ว ได้แก่ กูเกิล ดีพมายด์, ไมโครซอฟท์ และ xAI โดยผู้รับผิดชอบการตรวจสอบคือ ศูนย์นวัตกรรม และมาตรฐานเอไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ
ความขัดแย้งระหว่าง Anthropic และกลาโหมสหรัฐ
ท่ามกลางภาพรวมนี้ ความขัดแย้งระหว่าง แอนโทรปิก บริษัทผู้พัฒนาเอไอ เจ้าของ Claude ยังคงยืดเยื้ออยู่ในชั้นศาลกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ โดยมีสองประเด็นหลักที่ขัดแย้งกันคือ เรื่องการนำเอไอไปใช้ในภารกิจทางทหาร และการที่กระทรวงกลาโหมประกาศให้แอนโทรปิก เป็น “ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน” ซึ่งแอนโทรปิกไม่เห็นด้วย
นอกจากนี้ ตามรายงานของเดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ยังได้ส่งสัญญาณให้แอนโทรปิกชะลอการขยายการเข้าถึงโมเดล Mythos ออกไปก่อน
Mythos เป็นโมเดลเอไอที่บริษัทพัฒนาขึ้นโดยเน้นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ และมีขีดความสามารถสูง แวนซ์ต้องการให้จำกัดการใช้งานไว้เฉพาะกลุ่มพันธมิตรเริ่มต้นที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ให้ขยายออกไปวงกว้างกว่านี้
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบริบทที่การแข่งขันด้านเอไอระหว่างสหรัฐกับจีนทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่การพัฒนาเทคโนโลยี การควบคุมการส่งออกชิป และแนวทางการกำกับดูแลระบบเอไอ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก
‘เปิดวาระร้อน’ เจรจาแลกพักรบ
การมาของทรัมป์จะเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐในรอบเกือบสิบปี จึงถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำสองมหาอำนาจโลกจะ “รีเซตความสัมพันธ์ใหม่” และพยายามหาจุดร่วมในประเด็นขัดแย้ง ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า เทคโนโลยี เอไอ สถานะไต้หวัน ไปจนถึงแร่หายาก
ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้จบสงครามอิหร่าน หลังความขัดแย้งบานปลายจนกระทบเศรษฐกิจโลก และดันราคาพลังงานแพงขึ้น โดยสหรัฐคาดว่า จะกดดันจีนเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน
ส่วนจีนถือเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด ของอิหร่าน และยังให้การสนับสนุนทางการทูตกับอิหร่านในเวทีโลก ทำให้สหรัฐมองว่า “เงินจากจีน” มีส่วนช่วยให้อิหร่านยังเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางการถูกคว่ำบาตร
ที่ผ่านมาสหรัฐได้คว่ำบาตรบริษัทจีนหลายแห่ง ฐานซื้อน้ำมันอิหร่านหรือส่งข้อมูลดาวเทียมเกี่ยวกับฐานทัพสหรัฐแก่รัฐบาลอิหร่าน
ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ยังเคยกล่าวเป็นนัยเมื่อเดือนเม.ย.ว่า สหรัฐตรวจพบเรือลำหนึ่งที่อาจขนอาวุธหรือสิ่งสนับสนุนทางทหารจากจีนไปให้อิหร่าน โดยเรียกว่าเป็น “ของขวัญจากจีน” อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที
แม้ทรัมป์จะพยายามลดกระแสความขัดแย้ง โดยบอกว่า เขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก กับสี แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐยืนยันว่า รายได้ที่จีนมอบให้อิหร่าน รวมถึงความเป็นไปได้เรื่องการส่งอาวุธ จะถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยในการประชุมครั้งนี้แน่นอน
ด้านจีนเอง ก็แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเช่นกัน โดยรัฐบาลปักกิ่งสั่งให้บริษัทจีนไม่ต้องทำตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันอิหร่าน พร้อมใช้กฎหมายพิเศษที่ออกมาตั้งแต่ปี 2564 เพื่อปกป้องบริษัทจีนจากกฎหมายต่างชาติที่จีนมองว่าไม่เป็นธรรม
กระทรวงต่างประเทศจีนยังโจมตีมาตรการของสหรัฐว่าเป็น การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้วอชิงตันมุ่งรักษาข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน มากกว่ากล่าวหา หรือ “สาดโคลนใส่จีน”
ฮิโรชิ นากานิชิ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเกียวโตกล่าวว่า ในเมื่อยังไม่มีข้อตกลงที่ครอบคลุม คำถามเรื่องจะยุติสงครามอิหร่านอย่างไร จะกลายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญบนโต๊ะเจรจาที่ปักกิ่ง
สำหรับจีนแรงจูงใจมีทั้งสองด้าน ในฐานะผู้ซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลางรายใหญ่ และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก จีนต้องการให้สงครามจบลง และเส้นทางเดินเรือกลับมาเปิดใช้งานตามปกติ อีกทั้งยังต้องการแสดงบทบาทว่าเป็นประเทศที่ส่งเสริมสันติภาพ
แต่ในมุมการเมือง นากานิชิ มองว่า “การที่สหรัฐ ‘ติดหล่ม’ อยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ถือเป็นสถานการณ์ที่เอื้อต่อจีน”
คาด ‘ขยายเวลา’ สงบศึกการค้า
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูกพูดถึงในการประชุมครั้งนี้คือ สงครามภาษีที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แม้ทั้งสองฝ่ายจะพักรบชั่วคราวมาตั้งแต่เดือนต.ค.ปีก่อนก็ตาม
ก่อนหน้านั้น หลังทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เขาเดินหน้ามาตรการขึ้นภาษีสินค้าจีนอีกครั้ง ทำให้จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐเช่นกัน แม้ภายหลังทั้งสองประเทศจะตกลงลดความตึงเครียดลงชั่วคราว ด้วยการผ่อนปรนภาษีบางส่วน และชะลอการควบคุมการส่งออกสินค้าบางประเภท เช่น แร่หายากของจีน แต่ภาษีส่วนใหญ่ยังคงอยู่
การประชุมครั้งนี้ จึงถูกมองว่า ทั้งทรัมป์ และสี จิ้นผิง น่าจะพยายามขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งกลับมารุนแรงกว่าเดิม
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

