นักวิเคราะห์ในจีนแผ่นดินใหญ่มองว่า 'จีนได้เปรียบ' ในการหารือเรื่อง 'ไต้หวัน' กับทรัมป์ เพราะสหรัฐเองก็ต้องการให้จีนมีความร่วมมือกันในหลายด้าน
นักวิเคราะห์จากจีนแผ่นดินใหญ่มองว่า จีนอยู่ในจุดที่ได้เปรียบเหนือไต้หวัน เมื่อเทียบกับตอนที่โดนัลด์ ทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรก
อู๋ ยงผิง (Wu Yongping) คณบดีสถาบันศึกษาไต้หวัน มหาวิทยาลัยชิงหัว กล่าวว่า ประเด็นนี้อาจมีการหารือกันิอย่างแน่นอนเมื่อทรัมป์พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในสัปดาห์นี้
อู๋ให้สัมภาษณ์กับเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ว่า ปักกิ่งอาจยินดีต่อแถลงการณ์ใดๆ ที่คัดค้านเอกราชไต้หวัน แต่เขาเชื่อว่าโอกาสในการได้รับเอกราชน้อยลงเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ว่ากรณีใด
ก่อนหน้านี้ในงานประชุมเอเปคในเกาหลีใต้เมื่อปีก่อน ผู้นำทั้งสองต่างไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ แต่มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า เขามั่นใจว่าไต้หวันจะเป็นหนึ่งในหัวข้อในการสนทนาของสองผู้นำ หลายวันหลังจากที่ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ย้ำว่า ไต้หวันเป็นจุดเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ ในระหว่างการหารือทางโทรศัพท์ด้วยกัน
อู๋กล่าวว่า อาจไม่มีการเปลี่ยนครั้งใหญ่ในเรื่องไต้หวัน เนื่องจากปักกิ่งเชื่อว่าเรื่องนี้จัดการได้ภายในกรอบการทำงานความสัมพันธ์จีน-สหรัฐที่มั่นคง ขณะที่ทรัมป์เองให้ความสนใจไต้หวันน้อยลงกว่าในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรก
“จีนปัจจุบันแตกต่างจากอย่างมากจากประเทศที่ทรัมป์เคยเผชิญหน้าในระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรก” อู๋กล่าว และว่า
“ด้วยเหตุผลนี้ ตอนนี้เขาจึงต้องการความร่วมมือจากจีนในหลายด้าน อาทิ ความรวมมือด้านการค้าและภาษี ความมั่นคงในความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน และการรักษาความสำเร็จที่เขาจะสามารถแสดงให้โหวตเตอร์ได้เห็น ก่อนการเลือกตั้งปลายปีนี้ ในบริบทนี้ประเด็นไต้หวัน อาจมีความสำคัญน้อยลงต่อนโยบายจีนของทรัมป์”
อู๋เสริมว่า หากปัญหาใหญ่ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งได้รับการแก้ไข ประเด็นไต้หวันอาจกลายเป็นเรื่องที่จัดการได้โดยปริยาย
คณบดีอู๋บอกอีกว่า สหรัฐแทบไม่มีแรงจูงใจที่จะปล่อยให้ไต้หวันเข้ามาแทรกแซง หรือบ่อนทำลายผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญกว่าเหล่านี้
ปักกิ่งมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง และไม่เคยปฏิเสธการใช้กำลังในการรวมดินแดนดังกล่าวเข้ากับแผ่นดินใหญ่
ขณะที่สหรัฐก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ไม่ได้รับรองเกาะแห่งนี้ว่าเป็นรัฐอิสระ แต่คัดค้านความพยายามใดๆ ในการเข้ายึดเกาะด้วยกำลัง และมีความมุ่งมั่นที่จะจัดหาอาวุธให้เกาะแห่งนี้
ทรัมป์อาจระวังเรื่องขายอาวุธให้ไต้หวัน
ความขัดแย้งระหว่างไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่สูงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่วิลเลียม ไล่ ชิง-เต๋อ จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ที่ให้ความสำคัญกับเอกราชดำรงตำแหน่งผู้นำของเกาะเมื่อเดือน พ.ค. 2024
ไล่กล่าวว่าจีนแผ่นดินใหญ่เป็นกองกำลังต่างชาติที่เป็นศัตรู และให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างการป้องกันเกาะ โดยการซื้ออาวุธจากสหรัฐเพิ่มเติม และพัฒนาอาวุธที่ผลิตในไต้หวันเอง
สัปดาห์ที่แล้ว สภานิติบัญญัติของไต้หวันอนุมัติงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มเติม 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณสองในสามของจำนวนเงินที่รัฐบาลร้องขอไป
การขายอาวุธของสหรัฐให้แก่ไต้หวัน เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมานานแล้ว ซึ่งสี จิ้นผิง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ของจีนแผ่นดินใหญ่ได้เตือนวอชิงตันซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้พิจารณาประเด็นนี้ด้วยความระมัดระวัง
อู๋กล่าวว่าทรัมป์ ซึ่งเป็นประธานในการอนุมัติจำหน่ายอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงวาระแรกของเขา มีแนวโน้มที่จะจัดการกับประเด็นนี้อย่างระมัดระวังมากขึ้นในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 เพราะ “ต้องชั่งน้ำหนักส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบคอบมากขึ้น”
‘สนับสนุน’ หรือ ‘ต่อต้าน’ ?
คณบดีกล่าวว่า มีการถกเถียงกันว่าทรัมป์อาจจะเดินหน้าไปอีกขั้นด้วยการเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐจาก “ไม่สนับสนุน” เป็น “ต่อต้าน” การแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวัน
แต่หลายคนชี้ว่า นั่นอาจยังไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้กล่าวคำมั่นสัญญาว่าจะสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติของจีน หรือออก “แถลงการณ์ร่วมฉบับที่ 4” หลังเคยออกเอกสารนโยบายร่วมระหว่างสหรัฐและจีน 3 ฉบับ ในทศวรรษ 1970 และ 1980
“ถ้าทรัมป์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวัน จะส่งผลดีอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน” อู๋กล่าว และเสริมว่า การกระทำนี้อาจเป็นการโจมตีพรรค DPP อย่างหนัก แต่อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางปัญหาเรื่องไต้หวันไปอย่างสิ้นเชิง
“เราต้องยอมรับด้วยว่า โอกาสในการประกาศเอกราชของไต้หวันกำลังลดลงเรื่อยๆ ตราบใดที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนยังคงดำเนินไปตามปกติ โอกาสนั้นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ แนวโน้มนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว” อู๋ย้ำ และคาดว่าจะมีความคืบหน้าครั้งสำคัญเกี่ยวกับประเด็นไต้หวันในการประชุมระหว่างสีและทรัมป์ในครั้งนี้ แต่ก็ไม่คาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นในทันที
อู๋กล่าวว่า ถ้ามีแถลงการณ์ที่แสดงการสนับสนุน “การรวมชาติอย่างสันติ” หรือมีใจความในทำนองว่า “เป็นเรื่องภายในที่ประชาชนจีนต้องแก้ไขกันเอง” ข้อความของสหรัฐเหล่านั้นก็จะ “มีน้ำหนักและมีความสำคัญอย่างมหาศาล” ซึ่งนั่นจะทำให้จีนอยู่ในจุดที่ได้เปรียบเหนือไต้หวันมากขึ้นไปอีก

