โดนัลด์ ทรัมป์ เผย จะหารือเรื่องการขายอาวุธสหรัฐ ให้ไต้หวัน กับสี จิ้นผิง ตอนพบกันสัปดาห์นี้ ความเคลื่อนไหวนี้เสี่ยงบั่นทอนจุดยืนสหรัฐที่เคยสนับสนุนไต้หวันมานาน
เว็บไซต์บลูมเบิร์ก รายงาน ผู้สื่อข่าวถามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์ (10 พ.ค.69) ก่อนไปเยือนปักกิ่งว่า เขาจะคุยเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หรือไม่
“ผมจะหารือเรื่องนี้ ประธานาธิบดีสี ไม่อยากให้เราขาย และผมจะต้องหารือ” ทรัมป์ กล่าว
ตามคำรับประกันหกข้อที่อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ให้ไว้กับไทเป เมื่อปี 1982 สหรัฐ กล่าวว่า จะไม่พูดคุยล่วงหน้ากับปักกิ่งเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวัน การที่ทรัมป์จะคุยเรื่องนี้โดยตรงกับสี อย่างที่เขาพูดไว้นั้น ถือว่าขัดธรรมเนียมทางการทูต
ประเด็นนี้กลายเป็นความตึงเครียดกับปักกิ่ง ซึ่งได้เตือนวอชิงตันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องการขายอาวุธดังกล่าว ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์วางแผนที่จะหารือเรื่องการขายอาวุธโดยตรงตามที่เขาเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ หรือจะหารือเฉพาะเรื่องการคัดค้านของสี เท่านั้น ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่าเขาไม่ได้วางแผนทำให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักของการสนทนา
“ผมคิดว่าพวกคุณพูดถึงไต้หวันมากกว่าผมเสียอีก” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว
กระนั้นความเห็นของทรัมป์อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนในสภาคองเกรส โดยก่อนหน้านั้นสมาชิกวุฒิสภาร่วมสองพรรคกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้ประธานาธิบดีผลักดันแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และให้ส่งสัญญาณกับสี ว่าการสนับสนุนที่สหรัฐมีต่อไต้หวันนั้นเป็นเรื่องที่ต่อรองมิได้
จดหมายจากแปด สว. ลงวันที่ 8 พ.ค.69 เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ ย้ำว่า การขายอาวุธที่คองเกรสอนุมัติเมื่อเดือนม.ค.2025 “สำคัญต่อผลประโยชน์แห่งชาติของเราเอง” โดยทั่วไป การขายอาวุธให้ต่างประเทศมักใช้เวลาหลายปี ตั้งแต่การอนุมัติจนถึงการส่งมอบอาวุธ
การผลักดันของ สว. ซึ่งรวมถึงคำขอให้ทรัมป์ประกาศให้ชัดว่า “การสนับสนุนของอเมริกาต่อไต้หวันเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเมิดได้” เน้นย้ำความไม่ลงรอยกันครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐกับจีน
ขณะที่คาดว่า ไต้หวันจะเป็นประเด็นการหารือของทรัมป์ และสี เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.69) ว่า นโยบายของสหรัฐต่อไต้หวันน่าจะไม่เปลี่ยนแปลง ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวันรายหนึ่ง แสดงความกังวลเมื่อเดือนก่อนว่า ไต้หวันจะกลายเป็น “หัวข้อ” การพูดคุยระหว่างทรัมป์กับสี
“สีจะตอกย้ำการต่อต้านของจีนไม่ให้ขายอาวุธให้ไต้หวัน เผลอๆ อาจเชื่อมโยงเข้ากับข้อได้เปรียบเรื่องแร่ธาตุสำคัญ และนั่นอาจส่งผลต่อการขายอาวุธในอนาคต” เจนนิเฟอร์ เวลช์ หัวหน้านักวิเคราะห์ภูมิเศรษฐศาสตร์จากบลูมเบิร์กอีโคโนมิกในวอชิงตันกล่าว
“ถ้าทรัมป์รู้สึกหรือได้รับข้อความตรงจากสี ว่า จีนเกลียดการขายอาวุธเหล่านั้นมากๆ ก็อาจทำให้แร่ธาตุสำคัญตกอยู่ในความเสี่ยงอีกครั้งซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอขายได้”
จีนนั้นมองว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน และลั่นวาจาว่าจะยึดเอาในวันหนึ่ง แม้จีนไม่เคยควบคุมไต้หวันได้ก็ตาม ทางการไต้หวันยังคงมีอิสระโดยพฤตินัย และย้ำว่า ไม่เคยถูกปักกิ่งปกครอง
สัปดาห์ก่อนไต้หวันผ่านงบประมาณกลาโหมฉบับพิเศษ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่ง สว.เรียกว่า “เป็นแรงกดดันพิเศษ และต่อเนื่องจากปักกิ่ง”
สว.สหรัฐยกย่องงบประมาณดังกล่าวของไต้หวัน เป็นสัญญาณของความมุ่งมั่นปกป้องตนเอง ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์เรียกร้องหุ้นส่วน และพันธมิตรดูแลตนเองให้มากขึ้น
“เงินส่วนใหญ่ในงบประมาณใหม่นี้จะถูกนำไปใช้ในการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างรอการแจ้งให้สภาคองเกรสทราบ รวมถึงอุปกรณ์ต่อต้านโดรน ระบบบัญชาการรบแบบบูรณาการ และกระสุนพิสัยกลาง” สว.ระบุในจดหมาย
ในทางตรงกันข้าม สว.กล่าวว่า การรุกรานไต้หวันของจีนจะส่งผลกระทบในวงกว้าง และ “ครอบครัวชาวอเมริกัน จะประสบกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงยาวนาน, ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักซึ่งจะทำลายงานภาคการผลิตในประเทศ และค่าครองชีพพุ่งสูง" ไม่เพียงเท่านั้น สหรัฐจะสูญเสียพันธมิตรที่สำคัญ และปักกิ่งจะกลายเป็นมหาอำนาจที่ครอบงำในภูมิภาคนี้
ในวันจันทร์ ทรัมป์เชื่อมโยงความเป็นไปได้ที่จีนจะรุกรานไต้หวันกับสงครามของรัสเซียในยูเครน ที่เขาเคยพูดเสมอมาว่า จะไม่เกิดขึ้นหากเขาเป็นประธานาธิบดี
“ถ้าคุณมีประธานาธิบดีที่เหมาะสม ผมคิดว่าเรื่องนั้นจะไม่เกิดขึ้น”
“ผมคิดว่าเราจะไม่เป็นไร” ทรัมป์ กล่าวถึงไต้หวัน
จดหมายฉบับนี้ลงนามโดย สว. จีนนี ชาฮีน จากรัฐนิวแฮมป์เชียร์ แกนนำพรรคเดโมแครตในคณะกรรมการความสัมพันธ์ต่างประเทศของวุฒิสภา และเพื่อนสมาชิกพรรคเดโมแครต ได้แก่ คริส คูนส์จากรัฐเดลาแวร์, แทมมี ดักเวิร์ธ จากรัฐอิลลินอยส์, แอนดี คิมจากรัฐนิวเจอร์ซีย์, แจ็กกี โรเซนจากรัฐเนวาดา และเอลิสซา สล็อตคินจากรัฐมิชิแกน
สว.รีพับลิกันสองคน ทอม ทิลลิส จากนอร์ทแคโรไลนา และจอห์น เคอร์ติส จากยูทาห์ ร่วมลงนามด้วย ทั้งคู่ผลักดันตรงข้ามกับทำเนียบขาวในประเด็นอื่นๆ
ทิลลิสกดดันฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการจัดการกับธนาคารกลางสหรัฐ และเคอร์ติสเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารขออนุมัติจากรัฐสภาในการทำสงครามกับอิหร่าน
จดหมายระบุด้วยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สว.หลายคนได้มาเยือนไต้หวัน และรับรู้ถึงความเสี่ยงที่จีนจะรุกราน และความสำคัญของการสนับสนุนจากสหรัฐ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

