รอยเตอร์สรายงานว่า สหรัฐและอิหร่านยังไม่แสดงสัญญาณเข้าใกล้การยุติสงครามในวันเสาร์นี้ (9 พ.ค.) หลังจากทั้งสองฝ่ายยังคงเปิดฉากยิงตอบโต้กันรอบใหม่ในอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง ขณะที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐประเมินว่า เตหะรานอาจสามารถรับมือกับการปิดล้อมทางทะเลได้ "นานหลายเดือน"
ทั้งนี้ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดการปะทะรุนแรงที่สุดทั้งภายในและบริเวณรอบช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่เริ่มข้อตกลงหยุดยิงเมื่อหนึ่งเดือนก่อน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ยังถูกโจมตีอีกครั้งเมื่อวันศุกร์
เมื่อวันศุกร์ตามเวลาในสหรัฐ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้กล่าวที่กรุงโรมว่า สหรัฐคาดว่าจะได้รับคำตอบเรื่องการเจรจาสันติภาพภายในวันศุกร์ แต่โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านระบุว่า เตหะรานยังอยู่ระหว่างพิจารณาคำตอบ และขณะนี้ได้ล่วงเข้าสู่วันเสาร์ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้
วอชิงตันกำลังรอคำตอบจากเตหะรานต่อข้อเสนอของสหรัฐ ที่จะยุติสงครามอย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าสู่การเจรจาประเด็นที่อ่อนไหวมากขึ้น รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
สหรัฐยิงเรืออิหร่าน 2 ลำ
สำนักข่าวกึ่งทางการ Fars ของอิหร่านรายงานว่า การปะทะกันเป็นระยะระหว่างกองกำลังอิหร่านและเรือรบของสหรัฐในช่องแคบฮอร์มุซ ยังดำเนินต่อไปเมื่อวันศุกร์ ขณะที่สำนักข่าว Tasnim อ้างแหล่งข่าวทางทหารอิหร่านระบุว่า สถานการณ์เริ่มสงบลง แต่เตือนว่ายังมีโอกาสเกิดการปะทะเพิ่มเติมได้
กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 2 ลำ ที่พยายามฝ่าแนวปิดล้อมท่าเรืองอิหร่านโดยสหรัฐ จนเรือทั้งสองลำไม่สามารถใช้งานได้
ภาพในวิดีโอแสดงให้เห็นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 2 ลำ ที่ถูกเครื่องบินขับไล่สหรัฐโจมตีบริเวณปล่องควันของเรือ ขณะที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น กองทัพสหรัฐเพิ่งระบุว่าสามารถสกัดการโจมตีเรือรบของกองทัพ 3 ลำ และยังได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านในช่องแคบเพื่อตอบโต้
การปะทะยังลุกลามออกนอกช่องแคบ ยูเออีระบุว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศได้สกัดขีปนาวุธวิถีโค้ง 2 ลูก และโดรน 3 ลำจากอิหร่านเมื่อวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บปานกลาง 3 ราย โดยยูเออีระบุว่าอิหร่านยกระดับการโจมตีครั้งใหญ่ในสัปดาห์นี้ เพื่อตอบโต้การที่ทรัมป์ประกาศ “Project Freedom” สำหรับคุ้มกันเรือในช่องแคบ ซึ่งต่อมาทรัมป์ได้สั่งระงับหลังผ่านไป 48 ชั่วโมง
อิหร่านอ้างยึดเรือน้ำมันในอ่าวโอมาน
ทางด้านอัลจาซีรารายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าสามารถยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งได้ใน “ปฏิบัติการพิเศษ” ในอ่าวโอมาน โดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังสหรัฐและอิหร่านเปิดฉากยิงตอบโต้กันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคุกคามข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่เปราะบาง และความพยายามในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงถาวร
โฆษกกองทัพเรืออิหร่านระบุว่า ได้ยึดเรือ "Ocean Koi" หลังพยายาม “บ่อนทำลายการส่งออกน้ำมันและผลประโยชน์ของประชาชนอิหร่าน” ขณะที่สถานีโทรทัศน์ Press TV ของทางการอิหร่านเผยแพร่วิดีโอที่แสดงให้เห็นว่า กองกำลังอิหร่านกำลังยกพลขึ้นควบคุมเรือลำดังกล่าว
ข้อมูลจาก MarineTraffic ระบุว่า เรือดังกล่าวจดทะเบียนในประเทศบาร์เบโดส แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม
กองบัญชาการทหารร่วมสูงสุดของอิหร่านกล่าวหาสหรัฐว่า สหรัฐเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านและเรืออีกลำหนึ่ง พร้อมระบุว่า มีลูกเรือได้รับบาดเจ็บ 10 คน และสูญหายอีก 5 คนจากการโจมตีดังกล่าว
CIA ประเมินอิหร่านทนปิดล้อมได้ 4 เดือน
สหรัฐเริ่มดำเนินปฏิบัติการ "ปิดล้อม" ท่าเรือของอิหร่านตั้งแต่เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา แต่จากการประเมินล่าสุดของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (CIA) ระบุว่า "อิหร่านจะทนการปิดล้อมได้นานหลายเดือน" โดยจะยังไม่เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากการปิดล้อมไปอีกประมาณ 4 เดือน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามต่อ "อำนาจการต่อรอง" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเตหะราน ในสงครามที่ไม่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวอเมริกันและบรรดาพันธมิตรของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงรายหนึ่งระบุว่า “ข้อกล่าวอ้าง” เกี่ยวกับการวิเคราะห์ของ CIA ดังกล่าวไม่เป็นความจริง หลังจากหนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ เป็นสื่อแรกที่รายงานเรื่องนี้
ทั้งนี้ CIA ประเมินว่า อิหร่านสามารถรับมือกับการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐได้อีกประมาณ 3-4 เดือน ก่อนจะเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และเตหะรานยังคงมี “ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธวิถีโค้งอย่างมีนัยสำคัญ” แม้จะถูกอิสราเอลและสหรัฐโจมตีทางอากาศต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ โดยทาง CIA ได้แจ้งต่อรัฐบาลทรัมป์แล้วในสัปดาห์นี้
วอชิงตัน โพสต์ ยังได้อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งระบุว่า อิหร่านยังคงมีแท่นยิงขีปนาวุธเคลื่อนที่เหลืออยู่ 75% ของระดับก่อนสงคราม และยังมีคลังขีปนาวุธเหลือประมาณ 70% ของระดับก่อนสงคราม นอกจากนี้ อิหร่านยังสามารถกลับมาเปิดใช้งานคลังเก็บขีปนาวุธใต้ดินได้อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับการแถลงของวอชิงตันก่อนหน้านี้
“ขีปนาวุธของพวกเขาถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว พวกเขาน่าจะเหลืออยู่แค่ 18-19% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้” ทรัมป์กล่าวในห้องทำงานรูปไข่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์และที่ปรึกษาระดับสูงยืนยันว่า อิหร่านถูกทำลายลงไปมากแล้วจากการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล แม้อิหร่านยังคงแสดงให้เห็นว่าระบบบัญชาการและควบคุมยังทำงานได้ตามปกติ และยังสามารถเปิดการโจมตีได้ตามต้องการก็ตาม
อย่างไรก็ดี ผลกระทบสำคัญอย่างหนึ่งจากการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านก็คือ การกดดันโครงสร้างพลังงานของอิหร่าน ซึ่งสหรัฐระบุว่า อิหร่านกำลังเผชิญปัญหาพื้นที่เก็บน้ำมันใกล้เต็มแล้ว และการสะสมน้ำมันจำนวนมากอาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเก่าของประเทศพังทลายลง
เรื่องนี้สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์เปิดเผยกับ Middle East Eye ว่า อิหร่านเหลือพื้นที่เก็บน้ำมันได้อีกเพียง “ไม่กี่สัปดาห์” ขณะที่บริษัทวิเคราะห์พลังงาน Kpler ระบุในรายงานต่อนิวยอร์ก ไทม์ส เมื่อวันพุธว่า อิหร่านจะมีพื้นที่เก็บน้ำมันเหลืออีกเพียง 25-30 วัน ก่อนเต็มความจุ
สหรัฐเร่งเดินหน้าการทูต ควบคู่คว่ำบาตร
รอยเตอร์สระบุว่า สหรัฐได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ "ค่อนข้างจำกัด" ในความขัดแย้งครั้งนี้ หลังพบหารือกับจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี รูบิโอตั้งคำถามว่า เหตุใดอิตาลีและพันธมิตรอื่นๆ จึงไม่สนับสนุนความพยายามของวอชิงตันในการเปิดช่องแคบอีกครั้ง พร้อมเตือนว่าจะเป็นแบบอย่างที่อันตรายหากปล่อยให้อิหร่านควบคุมเส้นทางน้ำสากล
ขณะเดียวกัน แม้จะเดินหน้าแนวทางการทูต แต่สหรัฐก็ยังเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันอิหร่านไปพร้อมกันด้วย
ไม่กี่วันก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนจีนเพื่อประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดี "สี จิ้นผิง" กระทรวงการคลังได้สหรัฐประกาศคว่ำบาตรบุคคลและบริษัท 10 รายเมื่อวันศุกร์ ซึ่งในจำนวนนี้หลายบริษัทเป็นของสัญชาติ "จีนและฮ่องกง" ฐานช่วยเหลือกองทัพอิหร่านจัดหาอาวุธและวัตถุดิบที่ใช้ผลิตโดรน Shahed ของเตหะราน
กระทรวงการคลังสหรัฐระบุในแถลงการณ์ว่า พร้อมดำเนินมาตรการต่อบริษัทต่างชาติใดๆ ที่สนับสนุนการค้าผิดกฎหมายของอิหร่าน และอาจใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นรองต่อสถาบันการเงินต่างชาติ รวมถึงสถาบันที่เชื่อมโยงกับโรงกลั่นน้ำมันเอกชนของจีนด้วย

