'วิกฤติพลังงาน' จากสงครามในตะวันออกกลาง เป็นประเด็นใหญ่ในการ 'ประชุมอาเซียน' ในฟิลิปปินส์ปีนี้ และอาเซียนต้องร่วมมือกันลงมือทำมากกว่าแค่พูด หรือลงนามข้อตกลงที่ไม่มีความชัดเจน
ความขัดแย้งที่อยู่ห่างไกลออกไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจกลายเป็นประเด็นใหญ่ในการหารือของผู้นำกลุ่มอาเซียนที่ประชุมกันในฟิลิปปินส์ ซึ่งวิกฤติในตะวันออกลางได้สร้างคามท้าทายต่อเขตเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างมาก
การประชุมที่จัดขึ้นในเกาะเซบูของฟิลิปปินส์ในวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.) และวันศุกร์ (8 พ.ค.) มีผู้นำรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจจากสมาชิก 11 ประเทศเข้าร่วมมากมาย ซึ่งความมั่นคงด้านอุปทานอาหารและพลังงานถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับภูมิภาคที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน
บรรดารัฐมนตรีอาเซียนได้จัดการประชุมพิเศษก่อนการประชุมสุดยอด ขณะที่ฟิลิปปินส์คาดว่าจะมีการให้สัตยาบันข้อตกลงกรอบการแบ่งปันน้ำมัน.นการประชุมรอบนี้
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ความขัดแย้งในตะวันออกลางทำให้หลายประเทศในเอเชียต่างต้องเร่งหาอุปทานพลังงานทางเลือก
มาเรีย เทเรซ่า ลาซาโร่ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวเปิดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันพฤหัสบดี
“วิกฤติในตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่ และผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงการหยุดชะงักของพลังงาน เส้นทางการค้า ห่วงโซ่อาหาร และสวัสดิภาพของประชาชนของเรา เตือนพวกเราว่า พัฒนาการที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากภูมิภาคของเราสามารถส่งผลกระทบอย่างฉับพลันและลึกซึ้งต่ออาเซียนได้”
และเสริมว่า อาเซียนจำเป็นต้องเสริมแกร่งความร่วมมือในภาวะวิกฤติและความพร้อมของสถาบันในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติ
เวทีทดสอบความเป็นผู้นำฟิลิปปินส์
นักการทูตและนักวิเคราะห์บอกว่า ประเด็นความขัดแย้งตะวันออกลางจะเป็นบททดสอบความเป็นผู้นำของฟิลิปปินส์ ซึ่งจะบังคับให้ต้องประสานความร่วมมือในการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องความขัดแย้งภายในอาเซียนเองด้วย รวมถึงสงครามกลางเมืองในเมียนมาและข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาที่มีคนเสียชีวิตและยังไม่ได้รับการแก้ไข ที่ถูกลดการให้ความสำคัญ
ดอน แมคเลน กิลล์ นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเดอลาซาลในกรุงมะนิลา มองว่า “ในท้ายที่สุดการวางแผนเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจมีความสำคัญมากกว่าประเด็นระดับภูมิภาคเร่งด่วนอื่นๆ” และเสริมว่า วิกฤติในเมียนมาและปัญหาในทะเลจีนใต้ยังคงหารือกันอยู่ แต่ไม่มีความคืบหน้าที่สำคัญ
อาเซียน ภูมิภาคที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) รวมกันราว 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ประสบปัญหาในการร่วมมือกันตอบสนองต่อวิกฤติต่างๆ และการประชุมมักจบลงด้วยข้อตกลงความร่วมมือที่ไม่มีกลยุทธ์ชัดเจน หรือมีความมุ่งมั่นที่แน่วแน่
ลอรา เดล โรซาริโอ อดีตนักการทูตฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ขนาดของผลกระทบอุปทานพลังงานเป็นประเด็นที่ไม่มีประเทศใดในอาเซียนหลบเลี่ยงได้ และอาจผลักดันให้อาเซียนทำมากกว่าใช้แค่วาทศิลป์
นักวิเคราะห์บอกว่า ความขัดแย้งตะวันออกกลางยังทำให้การแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความรุนแรงขึ้น โดยวอชิงตันกำลังวุ่นอยู่กับสงครามในที่อื่นๆ ขณะที่ปักกิ่งได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือมากขึ้น
“สหรัฐจะถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคง ในขณะที่จีนจะถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจที่สร้างเสถียรภาพ” คอลลิน โคห์ จากสถาบันการศึกษานานาชาติ เอส. ราชารัตนัม แห่งสิงคโปร์กล่าว และเสริมว่าในฐานะซัพพลายเออร์ปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน จีน “ถือครองไพ่สำคัญที่สุดบางใบอยู่ในขณะนี้”
เมียนมากำลังจะกลับมา?
ประเด็นวิกฤติในเมียนมาเตรียมนำมาหารือในการประชุมนี้ด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่แบ่งแยกอาเซียน และรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมามีความกระตือรือร้นที่จะกลับเข้าร่วมอาเซียนอีกครั้ง
การเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพที่ครองอำนาจมา 5 ปีตั้งแต่รัฐประหารปี 2021 ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย แต่อาเซียนไม่ยอมรับการเลือกตั้งดังกล่าว หรือระบุว่าผู้นำเมียนมาซึ่งก็คือมิน อ่อง หล่าย ที่ขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดี จะสามารถกลับเข้าร่วมการประชุมหรือไม่ หลังจากอยู่ข้างสนามมาตลอด 5 ปี
รอยเตอร์ระบุว่า รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากทหารอาจจำเป็นต้องโน้มน้าวประเทศอาเซียนให้เห็นว่าพวกเขามีความจริงใจเกี่ยวกับการยุติการสู้รบและพยายามหารือกับกลุ่มกบฏ หลังจากเพิ่งดำเนินมาตรการนิรโทษกรรมนักโทษและย้ายตัวออง ซาน ซูจี ไปกักตัวบริเวณบ้าน
นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนอาจเรียกร้องให้มีการจัดทำข้อตกลงว่าด้วยหลักปฏิบัติระหว่างอาเซียนและปักกิ่งเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ให้แล้วเสร็จ ซึ่งกำหนดเส้นตายปี 2026 ข้อตกลงนี้ถือเป็นความท้าทายท่ามกลางการหารือเรื่องผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันและความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญกับจีน

