สงครามอิหร่านพ่นพิษ ทำราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกต้องกัดฟันขึ้นค่าตั๋ว ลดเที่ยวบิน และบางบริษัทต้องปิดกิจการ
การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน 10 สัปดาห์ ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ทำให้การเดินทาง ทางอากาศของโลก กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบิน ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากน้ำมันดิบ เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 80% นับตั้งแต่สหรัฐ และอิสราเอลเปิดสงครามกับอิหร่านช่วงปลายเดือนก.พ. ส่งผลให้สายการบินต่างๆ ต้องขึ้นราคาตั๋ว ลดเที่ยวบิน หรือต้องทำทั้งสองอย่าง
ตัวอย่างสายการบินที่ได้รับผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ Spirit Airlines ในสหรัฐ ประกาศเมื่อวันเสาร์ (2 พ.ค.69) ว่าจะยุติการดำเนินงานอย่างถาวร ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองเป็นวงกว้างว่าเป็นผลมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง
ตามข้อมูลธุรกิจวิเคราะห์การบิน Cirium พบว่า ในหลายตลาด รวมถึงในสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และหลายประเทศในยุโรป สายการบินต่างๆ ได้ลดเที่ยวบิน ซึ่งเท่ากับลดบริการ 9.3 ล้านที่นั่งในช่วงระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน และมีการประกาศลดเที่ยวบินมากที่สุดในตะวันออกลาง ซึ่งการบินในภูมิภาคยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปิดน่านฟ้า เนื่องจากอิหร่านโจมตีศูนย์กลางการบินในภูมิภาคหลายแห่ง เช่น ในดูไบ และโดฮา
Qatar Airways เพียงสายการบินเดียวได้ลดเที่ยวบินจำนวนมาก ซึ่งเท่ากับลดที่นั่งไป 2 ล้านที่นั่งในเที่ยวบินช่วงเดือนมิ.ย. จนถึงเดือนต.ค. ขณะที่สายการบิน Emirates ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และ Etihad Airways ลดที่นั่งไป 700,000 ที่ และ 450,000 ที่ตามลำดับ
ส่วนเที่ยวบินที่ให้บริการ ก็ขึ้นราคาตั๋วอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายกรณีราคาตั๋วสูงกว่าช่วงก่อนสงครามมาก
ราคาตั๋วเครื่องบินขึ้นต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก Kayak เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลที่เน้นด้านการท่องเที่ยว ระบุว่า ราคาตั๋วเที่ยวบินระหว่างประเทศเฉลี่ยจากสหรัฐไปยังทุกจุดหมายปลายทางนั้น อยู่ที่ 1,101 ดอลลาร์ (ราว 35,525 บาท) ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน
ส่วนเที่ยวบินในประเทศในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมาก ราว 24% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี
ด้านผู้ก่อตั้ง Winair AS สายการบินในนอร์เวย์คาดว่า ราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางระหว่างยุโรป และเอเชียบางเส้นทางเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 เท่า เนื่องจากความต้องการสูง และมีขีดความสามารถในการบริการที่จำกัด ไม่ใช่ราคาพลังงานสูงขึ้น และไม่แปลกใจหากสายการบินในแถบอ่าวเปอร์เซีย จะเสนอค่าโดยสารที่น่าดึงดูดใจมากๆ ระหว่างยุโรป และเอเชียผ่านศูนย์กลางการบินในแถบอ่าวเปอร์เซียในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม อัลจาซีรา ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังไม่ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลงมากนัก
ความต้องการเดินทางยังไม่ลดลงมากนัก
ตามข้อมูลของ International Air Transport Association ระบุว่า ความต้องการของผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศลดลงเพียง 0.6% ทั่วโลกในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบกับปีก่อน และความต้องการโดยรวมเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% เนื่องจากตลาดในบ้านมีความแข็งแกร่งในหลายประเทศ
นอกจากนี้ การที่ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้โดยสารหันมาจองตั๋วล่วงหน้ากันมากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากกังวลว่าค่าโดยสารอาจปรับเพิ่มขึ้นอีก และความต้องการเดินทางไปบางประเทศในเอเชียก็เพิ่มสูงขึ้น เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เนื่องจากราคาตั๋วยังไม่เพิ่มมากนัก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บอกว่า ความเต็มใจของนักเดินทางในการยอมรับต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นอาจเริ่มเปลี่ยนไป หากซัปพลายยังคงมีจำกัด
'ยุโรป-เอเชีย' เสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิงเครื่องบิน
วิลลี วอลช์ ผู้อำนวยการใหญ่ของ IATA เตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บางประเทศในยุโรป และเอเชียอาจเผชิญกับความขาดแคลนเชื้อเพลิงเครื่องบินในอีกสองสามสัปดาห์
แกรี โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการ บริษัทการตลาดด้านการท่องเที่ยว Check-in Asia บอกว่า อุตสาหกรรมการบินโลกอาจเผชิญความยากลำบากสองสามเดือนข้างหน้า แม้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดในวันรุ่งขึ้น แต่ความเสียหายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรงในสงครามที่กระทบต่อโครงสร้างพลังงาน และซัปพลายจากอ่าวเปอร์เซีย อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินโลกเป็นเวลาหลายเดือน โดยเฉพาะในยุโรป และเอเชีย และอาจนานกว่านั้น
อย่างไรก็ตามฮาร์เทเวลด์ ประธานกลุ่ม Atmosphere Research Group บอกว่า แนวโน้มการเดินทาง ทางอากาศยังไม่ชัดเจน เพราะแม้ราคาเชื้อเพลิงพุ่ง แต่ต้นทุนยังคงต่ำกว่าช่วงพีกในปี 2007-2008 ที่เกิดวิกฤติการเงินโลก แต่ขณะเดียวกันสงครามก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด
ฮาร์เทเวลด์คาดว่าอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือเป็นปี กว่าราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินจะลดลงสู่ระดับปกติ แต่ก็อาจไม่เท่ากับระดับก่อนเกิดสงคราม
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

