กัมพูชาจะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับกับไทยตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังไทยตัดสินใจยกเลิกเอ็มโอยู 44
เว็บไซต์พนมเปญโพสต์รายงาน นายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ประกาศ
“วันนี้ หลังจากที่ประเทศไทยปฏิเสธบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 แต่เพียงฝ่ายเดียว กัมพูชาประกาศว่าจะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับกับประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)”
แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า กัมพูชา “ไม่มีทางเลือกอื่น”นอกจากต้องใช้กลไกการระงับข้อพิพาทภายใต้ข้อตกลง UNCLOS หลังจากที่คณะรัฐมนตรีไทยอนุมัติยุติบันทึกความเข้าใจ (MoU) ปี 2001 ซึ่งเป็นกรอบการทำงานเดียวที่มีอยู่สำหรับการเจรจาเขตทางทะเลระหว่างสองประเทศ
ภายใต้ข้อตกลง การประนอมภาคบังคับเป็นกลไกการระงับข้อพิพาทที่บังคับใช้เมื่อการเจรจาล้มเหลว โดยใช้คณะกรรมการ 5 คนคอยให้คำแนะนำแต่ไม่บังคับ แตกต่างจากการอนุญาโตตุลาการที่มีผลผูกพัน
“บันทึกความเข้าใจ พ.ศ.2544 เป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงฉบับเดียวระหว่างสองประเทศของเราในการแก้ไขปัญหาการอ้างเขตทางทะเลทับซ้อนกัน และการดำเนินการกำหนดเขตทางทะเลอย่างสันติและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ” นายสุคนกล่าวและว่า การถอนตัวของไทยเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือและเจตจำนงค์ทางการเมืองอันเป็นพื้นฐานของความพยายามแก้ไขข้อพิพาททางทะเลด้วยวิธีการสันติ
กัมพูชา “เสียใจอย่างยิ่ง” ต่อการตัดสินใจนี้ การยุติเอ็มโอยูได้บั่นทอนกลไกลที่เคยทำหน้าที่เป็นเวทีสนทนามานานเรื่องน่านน้ำที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย และแม้กรอบการทำงานตามเอ็มโอยูจะล่มลง กัมพูชาย้ำว่าสถานะทางกฎหมายของตนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“การยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไม่ได้ส่งผลต่อสิทธิตามกฎหมายของกัมพูชาเหนือพื้นที่ทางทะเล” แถลงการณ์ระบุ ซึ่งเป็นการยืนยันข้อเรียกร้องของกัมพูชาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
พนมเปญโพสต์รายงานด้วยว่า พัฒนาการล่าสุดส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงจากปฏิสัมพันธ์ทวิภาคีไปเป็นกระบวนการทางกฎหมายพหุภาคี ก่อให้เกิดคำถามถึงอนาคตการเจรจาเขตทางทะเลกัมพูชา/ไทย และการจัดการการอ้างกรรมสิทธิทับซ้อนในน่านน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ


