อีกหกเดือนสหรัฐจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. แต่เรตติ้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลับตกฮวบ ผลสำรวจล่าสุดจากวอชิงตันโพสต์/เอบีซีนิวส์/อิปซอส ชี้ว่า ความไม่พอใจทะลุ 62%
เดอะการ์เดียนรายงานว่า เรตติ้งประธานาธิบดีสหรัฐตกต่ำสุด ผลจากปัญหาค่าครองชีพและประเด็นเศรษฐกิจอื่นๆ นับตั้งแต่เปิดศึกกับอิหร่านที่ประชาชนไม่เห็นด้วยอย่างมากเมื่อปลายเดือน ก.พ. ฉุดให้เศรษฐกิจโลกดิ่งเหวเพราะวิกฤติน้ำมัน ราคาก๊าซทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสี่ปี
ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารจัดการของทรัมป์ในทุกประเด็นที่วัดผล รวมถึงไม่เห็นด้วยกับการจัดการสงครามของเขา โดยมีคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยถึง 66% ต่อ 32% ขณะที่การจัดการค่าครองชีพของทรัมป์นั้น มีคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยถึง 76% มีเพียง 23% เท่านั้นที่เห็นด้วย และตอนนี้ชาวอเมริกันสองในสามรู้สึกว่า ประเทศกำลังเดินไปผิดทิศทาง
ส่วนคะแนนนิยมในตัวทรัมป์โดยรวมขณะนี้อยู่ที่ 37% ไม่แตกต่างมากจาก 39% ในเดือน ก.พ. แต่คะแนนไม่เห็นชอบนั้นพุ่งไปอยู่ที่ 62% สูงที่สุดตลอดสองวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันก็เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ คะแนนนิยมของทรัมป์ยังคงอยู่ที่ 85% ซึ่งช่วยหนุนเรตติ้งโดยรวมของเขา แต่สัดส่วนของสมาชิกพรรครีพับลิกันที่เห็นด้วยกับทรัมป์แบบสุดลิ่มทิ่มประตูลดลงเหลือ 45% จากเดิมคนกลุ่มนี้มีถึง 53% ขณะเดียวกันคะแนนนิยมของเขาในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระที่เอนเอียงไปทางพรรครีพับลิกันลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ตอนนี้อยู่ที่ 56%
ในกลุ่มผู้ลงคะแนนอิสระโดยรวม ทรัมป์สูญเสียพื้นที่เช่นกัน คะแนนนิยมของเขาลดลงเหลือ 25%
ผลงานดีสุดของทรัมป์คือเรื่องชายแดน 45% เห็นชอบ 56% ไม่เห็นชอบ แต่การจัดการเรื่องคนเข้าเมืองโดยรวมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เห็นชอบ 40% ไม่เห็นชอบ 59% แม้เขาส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่ชายแดนของรัฐบาลกลางไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศส่งผลให้หลายพันคนถูกควบคุมตัวและมีพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 ราย เกิดเสียงวิจารณ์ไปทั่ว
คะแนนนิยมอ่อนยวบส่งผลให้เสียงข้างมากที่เกินครึ่งมาเพียงน้อยนิดของพรรครีพับลิกันในสภาตกอยู่ในความเสี่ยง โพลพบว่าในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้ว พรรคเดโมแครตนำอยู่ห้าจุดในคำถามที่ว่า คุณชอบใครในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากที่เคยนำอยู่สองจุดในเดือน ก.พ.และ ต.ค.
ความเหนือกว่าของเดโมแครตเพิ่มขึ้นมาเป็นเก้าจุดในหมู่ผู้ที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งแน่นอน นอกจากนี้สมาชิกพรรคเดโมแครตยังมองว่า การเลือกตั้งกลางเทอมคราวนี้สำคัญกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มากกว่าสมาชิกพรรครีพับลิกันมาก ที่ 73% ต่อ 52%
ในกลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันที่นิยามตนเองเป็นมากา (MAGA ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง) 77% กล่าวว่า ไปเลือกตั้งแน่นอน เทียบกับ 59% ของกลุ่มที่ไม่ใช่มากาซึ่งเป็นกลุ่มเล็กกว่า ส่วนคนที่ระบุว่าเป็นเดโมแครตแล้วไปเลือกตั้งแน่ๆ มี 79%
ผลโพลยังชี้ให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมากของสมาชิกพรรคการเมืองต่อการเลือกตั้งกลางเทอม ชาวเดโมแครตถึง 73% ที่กล่าวว่าการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ “มีความสำคัญมากกว่าครั้งก่อนๆ มาก” เมื่อเทียบกับชาวรีพับลิกันที่ 52%
ผลสำรวจยังพบว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำบางอย่างของประธานาธิบดี ได้แก่ การที่ทรัมป์ยกเลิกสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด การตัดงบประมาณวิจัยทางการแพทย์ของรัฐบาลกลาง การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม และความพยายามของรัฐบาลยุติสถานะทางกฎหมายชั่วคราวสำหรับผู้อพยพจากประเทศที่ประสบภัยสงคราม
นอกจากนี้ชาวอเมริกันราว 7 ใน 10 กล่าวว่า ทรัมป์ไม่ซื่อสัตย์ ไว้ใจไม่ได้ ราว 6 ใน 10 กล่าวว่า เขาไม่มีสติปัญญาแหลมคมเหมาะกับการเป็นประธานาธิบดี
แน่นอนว่าความไม่พอใจต่อผลงานของทรัมป์สาเหตุหลักมาจากการทำสงครามในอิหร่าน ที่รัฐบาลใช้ต้นทุนสูงมาก แต่กลับก่อให้เกิดวิกฤติพลังงานแล้วกระทบถึงปากท้องชาวอเมริกันในที่สุด
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยเมื่อวันพุธ (29 เม.ย.) ว่า สงครามสหรัฐ-อิหร่านมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.13 แสนล้านบาท) นี่เป็นการประเมินอย่างเป็นทางการครั้งแรกเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางทหารในความขัดแย้งครั้งนี้
เหลือเวลาอีกเพียงหกเดือนเท่านั้นก่อนถึงการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งพรรครีพับลิกันของ ประธานาธิบดีทรัมป์ อาจเผชิญกับความยากลำบากในการรักษาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ตอนนี้พรรคเดโมแครตกำลังได้รับความนิยมสูงตามผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ ขณะที่พวกเขาพยายามโจมตีรัฐบาลด้วยการเชื่อมโยงสงครามอิหร่านที่ไม่เป็นที่น่าสนับสนุน กับเรื่องค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
จูลส์ เฮิร์สต์เจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง กล่าวกับคณะกรรมธิการกิจการกองทัพ (House Armed Services Committee ) สภาผู้แทนราษฎรว่า เงินส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับกระสุน
อย่างไรก็ตาม เฮิร์สต์ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมอะไรบ้าง และได้รวมค่าใช้จ่ายในการสร้างและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานของฐานทัพในตะวันออกกลางที่ได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งหรือไม่
ทั้งนี้ งบประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ใช้ไปกับสงคราม เท่ากับงบประมาณทั้งหมดของนาซาในปีนี้เลยทีเดียว แต่ยังไม่แน่ชัดว่ากลาโหมสหรัฐคำนวณตัวเลข 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์อย่างไร เนื่องจากแหล่งข่าวรายหนึ่งเคยบอกกับรอยเตอร์เมื่อเดือนที่แล้วว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเมินว่า สงครามในช่วง 6 วันแรกทำให้สหรัฐเสียค่าใช้จ่ายไปแล้วอย่างน้อย 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์


