สถาบันการเงินญี่ปุ่นประกาศเม็ดเงินลงทุนแรกใน 3 โครงการของสหรัฐ รวม 2.2 พันล้านดอลลาร์ แต่ยังพลาดเป้าอีกมาก ทั้งๆ ที่ทรัมป์หวังให้ลงทุนล็อตแรก 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์
สถาบันการเงินที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนและภาคธนาคารเอกชน ประกาศปล่อยสินเชื่อครั้งแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาของญี่ปุ่นในการลงทุนโครงการต่างๆ ในสหรัฐ ภายใต้ข้อตกลงการค้ากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์
ตามแถลงการณ์ในวันศุกร์ (1 พ.ค.) ของธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation: JBIC) เผยว่า ได้อนุมัติสินเชื่อสำหรับสามโครงการแรกที่จะร่วมทุนกับธนาคารเอกชน รวมแล้วเป็นเงินประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์ แต่นั่นยังห่างไกลจากเม็ดเงิน 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ที่สหรัฐคาดหวังให้ญี่ปุ่นลงทุนในโครงการชุดแรก
ในแถลงของ JBIC ระบุว่า ในส่วนของสินเชื่อ JBIC และธนาคารเอกชนจะให้เงินสนับสนุนสูงสุด 1.89 พันล้านดอลลาร์สำหรับโครงการก๊าซธรรมชาติในรัฐโอไฮโอ โครงการเพชรสังเคราะห์ในรัฐจอร์เจียในจะได้เงินสนับสนุนสูงสุด 23 ล้านดอลลาร์ และโครงการขนส่งน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโกจะได้เงินสนับสนุนสูงสุด 313 ล้านดอลลาร์
ตามแถลงการณ์ระบุด้วยว่า โดยรวมแล้ว JBIC ฝ่ายเดียวจะให้เงินสนับสนุนสูงสุด 630 ล้านดอลลาร์ 7 ล้านดอลลาร์ และ 104 ล้านดอลลาร์ ให้แก่โครงการต่างๆ ตามลำดับที่ระบุข้างต้น ส่วนที่เงินเหลือจะมาจากสถาบันการเงินเอกชน และได้รับการประกันโดยบริษัท Nippon Export and Investment Insurance
ข้อริเริ่มสนับสนุนการลงทุนในสหรัฐมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์นี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการลงทุนจากญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมสำคัญของสหรัฐ และเป็นเสาหลักสำคัญของข้อตกลงภาษีระหว่างสองประเทศ แลกกับการที่ทรัมป์ตกลงกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นไว้ที่ 15% และลดภาษีสำหรับรถยนต์นำเข้า ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะจัดสรรเงินลงทุนโดยตรงจำนวนเท่าใด
เรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีการค้าของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำทีมญี่ปุ่นในการเจรจาการค้าเมื่อปีที่แล้ว กล่าวว่า กลไกมูลค่า 5.5 พันล้านดอลลาร์จะมีเงินลงทุนโดยตรงเพียง 1-2% เท่านั้น ส่วนใหญ่จะมาจากเงินกู้และการค้ำประกันเงินกู้
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระหว่างที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเดินทางเยือนวอชิงตันเพื่อพบปะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ประกาศโครงการลงทุนรอบที่สอง ซึ่งรวมถึงการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าโครงการเหล่านั้นจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินอย่างไร


