เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเซื่องซึมของญี่ปุ่น จากสงครามการค้าหลายประเภท จะถูกชดเชยได้ด้วยอุตสาหกรรมอาวุธหรือไม่นั้น ในระยะเวลาอันสั้นอาจได้เห็นคำตอบ เมื่อญี่ปุ่นหันกลับด้านนโยบายกลาโหม เตรียมส่งออกอาวุธร้ายแรง
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลดี จากการชนะเลือกตั้งญี่ปุ่นอย่างถล่มทลายของนายกฯ ทาคาอิจิ คือ อุตสาหกรรมอาวุธ - Defense industry
เพราะทาคาอิจิเลือกแนวทางสายแข็ง ชาตินิยม จัดระเบียบบ้านเมืองที่ล้นทะลักไปด้วยแรงงานต่างถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ท้าทายอำนาจจีน ที่สำคัญที่สุดการเลือกตั้งที่ผ่านมาเสมือนหนึ่งเป็นการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สหรัฐเขียนให้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เพื่อกรุยทางสู่การฟื้นฟูตั้งกองทัพอีกครั้ง
และหนึ่งในอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลบวกโดยตรงจากแนวนโยบายที่เปลี่ยนแปลงแบบกลับหลังหันนี้คือ อุตสาหกรรมอาวุธและป้องกันประเทศ ที่แต่ก่อนจำต้องผลิตด้วยข้อจำกัดมากมาย อาทิ การผลิตในจำนวนขั้นต่ำที่สุดเพื่อใช้ในประเทศ การจำกัดการเจริญเติบโตและขนาดตลาดที่จำกัด ทำให้อุตสาหกรรมนี้ถึงแม้จะยังคงอยู่เพื่อความมั่นคงของประเทศ แต่ก็ด้วยราคาที่สูงไม่พร้อมแข่งขัน
เมื่อสภาวะแวดล้อมและภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป การก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจที่เต็มตัวของจีน แนวคิด America First ที่มุ่งลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะด้านความมั่นคงในภูมิภาคห่างไกล พิษภัยที่เพิ่มมากขึ้นของเกาหลีเหนือ ทำให้ญี่ปุ่นจำต้องเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคง
หากมองในแง่ภาพรวมตลาดโลก โลกซึ่งแบ่งเป็น 2 ขั้วตั้งแต่สงครามเย็นยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดอาวุธของโลกแบ่งเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายสหรัฐและค่ายอดีตประเทศคู่แข่ง เช่น รัสเซียและจีน ถึงแม้ปัจจุบันเส้นแบ่งของค่ายความคิดทางการเมืองจะเบลอลง ประเทศต่างๆ สามารถซื้ออาวุธได้ทั้งจากค่ายสหรัฐและ/หรือ รัสเซีย/จีน แต่ทางขายหรือหมายถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นก็ยังคงชัดเจน
ตลาดอาวุธทั้งโลกนั้นมีสหรัฐเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 42% ขณะที่อันดับ 2 คือฝรั่งเศสที่ 10% ตามมาด้วยรัสเซียที่ 7% และเยอรมันที่ 6% ไม่นับรวมประเทศที่เริ่มก้าวเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งของตลาดโลกอย่างจีน เช่นเดียวกับสวีเดนที่ไทยเราซื้อเครื่องบินรบกริฟเฟ่น
ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อพัฒนากองทัพอีกครั้งของญี่ปุ่น จะสั่นสะเทือนตลาดอาวุธโลก เพราะเมื่อตลาดใหญ่ขึ้น ไม่มีเพดานจำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมอาวุธญี่ปุ่นแล้ว จะเกิด economy of scale ซึ่งจะลดต้นทุนการผลิต เช่นเดียวกับต้นทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในเชิงผู้ผลิตราคาต้นทุนจะถูกลง ในเชิงผู้ซื้อก็จะมีตัวเลือกมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขัน
แนวทางการขยายกำลังผลิตและตลาดอาวุธนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า แรกเริ่มจะเน้นขายให้กลุ่ม 17 ประเทศ ซึ่งญี่ปุ่นมีความร่วมมือทางการทหารใกล้ชิด อันได้แก่ ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิตาลี, มาเลเซีย, มองโกเลีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, สวีเดน, ไทย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), สหราชอาณาจักร, สหรัฐ และเวียดนาม
ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเซื่องซึมของญี่ปุ่น ทั้งการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐ ความไม่แน่นอนกับคู่ค้าอย่างจีน นโยบายรับนักท่องเที่ยวที่เข้มงวดขึ้น และที่สำคัญที่สุดนโยบายการส่งเสริมรถยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมัน ซึ่งไม่เข้ากับเทรนด์โลกที่มุ่งสู่แบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จะถูกชดเชยได้ด้วยอุตสาหกรรมอาวุธหรือไม่ ในระยะเวลาอันสั้นน่าจะได้เห็นเค้าลางของคำตอบ


