สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หารือ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์-สิงคโปร์ ชี้แจงประเด็นกัมพูชา-เมียนมา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป
เมื่อวันอังคาร (28 เม.ย.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือทวิภาคีกับนางสาวมาเรีย เทเรซ่า พี ลาซาโร่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ และ ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU Ministerial Meeting: AEMM) ครั้งที่ 25 ที่บันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม
ในการหารือดังกล่าว รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ให้ความสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับกัมพูชา และนายสีหศักดิ์ได้แจ้งพัฒนาการล่าสุดและความสำคัญที่ทั้งสองประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง
นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า การหารือกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา เมื่อวันจันทร์ (27 เม.ย) ฝ่ายไทยได้แจ้งฝ่ายกัมพูชาว่า ต้องมีทั้งการ ‘หยุดยิง’ และการ 'หยุดยั้ง’ สงครามด้วยวาจา เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างไทย กับ กัมพูชา มีทั้งประเด็นชายแดน การขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ และความรู้สึกระดับประชาชน ซึ่งไม่สามารถคลี่คลายได้หากไร้ความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ตกลงกัน เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการภายใน
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาประกาศวันประชุมอย่างกะทันหัน โดยฝ่ายไทยไม่เคยทราบมาก่อน เปรียบเสมือนการผลักให้ไทยเป็นฝ่ายปฏิเสธ
ขณะที่การหารือแบบทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ดร.วิเวียน ให้ความสนใจในประเด็นเมียนมาเป็นพิเศษ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์แสดงความกังวลถึงจังหวะของการขยับตัวในประเด็นเมียนมา เนื่องจากสิงคโปร์ยังคาดหวังพัฒนาการอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่านี้
นายสีหศักดิ์ แสดงท่าทีเห็นด้วยในประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน และเล็งเห็นความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาภายในเมียนมา รวมถึงกระบวนการสันติภาพและการพูดคุยระหว่างกลุ่มต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยพรมแดนของไทยติดกับเมียนมา ส่งผลให้ไทยไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยแค่มองดูเพียงอย่างเดียว จึงต้องพยายามเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์เพื่อให้รัฐบาลเมียนมาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพแต่ท้ายที่สุดแล้ว อาเซียนต้องตัดสินใจร่วมกันระหว่างการคงสถานะในการไม่เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือ ผู้นำเมียนมา เข้าร่วมประชุม กับการเปิดพื้นที่สำหรับการรื้อฟื้นความสัมพันธ์
เนื่องจากหากถ้าเมียนมาถูกโดดเดี่ยวต่อไป อาจส่งผลให้เกิดการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นในภูมิภาค แต่หากการรื้อฟื้นความสัมพันธ์เกิดขึ้น อาเซียนจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์จากความมั่นคงในภูมิภาคและความเป็นเอกภาพของอาเซียน


