การใช้จ่ายกลาโหมโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 2.89 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2025 โดยเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 11 แล้ว เนื่องจากความขัดแย้งหลายภูมิภาคยังยืดเยื้อ
ตามข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) ที่เปิดเผยในวันจันทร์ (27 เม.ย.) ระบุว่า การใช้จ่ายกลาโหม ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 2.9% ในปี 2025 สู่ระดับ 2.89 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน และมีสัดส่วนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 2.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของโลก สูงสุดนับตั้งแต่ระดับในปี 2009 แม้ว่าการใช้จ่ายกลาโหมสหรัฐจะลดลง 7.5% เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระงับความช่วยเหลือทางการเงินด้านกลาโหมรอบใหม่แก่ยูเครน
รายงานของ SIPRI ระบุว่า
“เมื่อพิจารณาจากวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงเป้าหมายการใช้จ่ายทางทหารระยะยาวของหลายประเทศ การเติบโตนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปจนถึงปี 2026 และหลังจากนั้น”
ประเทศที่ใช้จ่ายทางทหารมากที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ สหรัฐ จีน และรัสเซีย ซึ่งใช้จ่ายรวมกันมากถึง 1.48 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ คิดเป็น 51% ของการใช้จ่ายกลาโหมทั่วโลก
รายงานระบุว่า งบประมาณกลาโหมของสหรัฐลดลงเหลือ 9.54 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 สาเหตุหลักมาจากไม่มีการอนุมัติความช่วยเหลือทางการเงินและทางทหารเพิ่มเติมสำหรับยูเครน และในช่วงสามปีที่ผ่านมา สหรัฐได้ให้เงินทุนด้านการทหารแก่ยูเครนรวมทั้งสิ้น 1.27 แสนล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม SIPRI ระบุว่า การลดลงของงบประมาณกลาโหมสหรัฐในปี 2025 อาจเป็นการลดลงเพียงชั่วคราว ขณะที่งบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐสำหรับปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2025 และอาจเพิ่มขึ้นอีกเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าใช้จ่ายกลาโหมทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นคือ การที่ยุโรปใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 14% เป็น 8.64 แสนล้านดอลลาร์
ค่าใช้จ่ายกลาโหมของรัสเซียและยูเครนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีที่สี่ของสงคราม ขณะที่การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของสมาชิกยุโรปในกลุ่มพันธมิตรนาโตทำให้ยุโรปกลางและยุโรปตะวันตกใช้จ่ายกลาโหมสูงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น
ส่วนการใช้จ่ายกลาโหมของอิสราเอลลดลง 4.9% เหลือ 4.83 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากสงครามในฉนวนกาซาเริ่มลดลงในปี 2025 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในอิหร่านลดลงเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยลดลง 5.6% เหลือ 7.4 พันล้านดอลลาร์


