วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2569

Login
Login

ข้างหลังภาพ: อีกด้านของการเยือนโอมานที่ข่าวไม่ได้เล่า | World Wide View

ข้างหลังภาพ: อีกด้านของการเยือนโอมานที่ข่าวไม่ได้เล่า | World Wide View

ฉายภาพอีกด้านของการเยือนโอมานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ข่าวไม่ได้เล่า การทูตอาจไม่ใช่เพียงแค่ภาพบนโต๊ะเจรจา แต่เป็นเรื่องราวที่เริ่มตั้งแต่พระราชวังไปจนถึงหน้าประตูกระทรวงการต่างประเทศ และทุกจังหวะของการเคลื่อนไหว 

ภาพจำของการเยือนต่างประเทศระดับผู้นำ มักหยุดอยู่ที่ห้องประชุม ภาพโต๊ะยาวๆ เอกสารบนโต๊ะ หรือการลงนามที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ แต่หากมองลึกลงไปอีกชั้น ข้างหลังภาพเหล่านั้นก็คือการทูตที่สำคัญไม่แพ้กัน และในบางครั้งอาจสำคัญกว่าสิ่งที่อยู่ในห้องประชุม, ความสำคัญของการเยือนรัฐสุลต่านโอมานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะผู้แทนไทย ระหว่างวันที่ 15-16 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา อาจไม่ใช่เพียงแค่ภาพบนโต๊ะเจรจา หากแต่เป็นเรื่องราวที่เริ่มตั้งแต่พระราชวังไปจนถึงหน้าประตูกระทรวงการต่างประเทศ และการเจรจาทางการทูตในทุกจังหวะของการเคลื่อนไหว 

หนึ่งในไฮไลต์ของการเยือนครั้งนี้ คือการเข้าเฝ้าฯ สุลต่านฮัยซัม บิน ฏอริก แห่งรัฐสุลต่านโอมาน ณ พระราชวังบัยต์ อัล บารากา กรุงมัสกัต ซึ่งนับเป็นพิธีการระดับสูงที่สะท้อนระดับและความใกล้ชิดของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโอมาน นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้พบหารือกับเจ้าชายชิฮาบ บิน ฏอริก บิน ตัยมูร อัล ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมแห่งรัฐสุลต่านโอมาน นายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน นายซัยยิด บัดร์ บิน ฮะมัด บิน ฮะมูด อัลบูซัยดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน และพลเรือตรี ซาอิฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน ณ กรุงมัสกัต แต่สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่แค่ “สิ่งที่ถูกพูด” หากเป็น “บรรยากาศของการพบปะ” ที่มีความใกล้ชิดและเป็นกันเอง และพิธีการของโอมานที่มีความเรียบง่ายแต่สง่างาม จังหวะของการสนทนาที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีความเร่งรีบหรือแรงกดดัน เพราะในโลกการทูต ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนมักไม่ได้เกิดจากเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกพื้นฐานว่า “เราไว้ใจอีกฝ่ายได้” 

ก่อนเข้าสู่การหารืออย่างเป็นทางการ มีช่วงเวลาหนึ่งที่สั้นมาก แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คือ การจับมือกัน รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานก้าวออกมาต้อนรับคณะผู้แทนไทยถึงที่รถยนต์ด้วยท่าทีสงบ สุภาพ และมั่นคง การจับมือที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที แต่เป็นภาพที่ถูกบันทึกและส่งออกไปสู่สายตาของผู้คนจำนวนมาก ในทางการทูต การจับมือไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็น “ภาษาที่ไม่ต้องใช้คำพูด” ความแน่นของมือ จังหวะการสบตา และท่าทีของร่างกาย ล้วนสะท้อนถึงความเคารพ ความพร้อมในการสื่อสาร และความตั้งใจที่จะสร้างความสัมพันธ์ และในช่วงเวลานั้น โอมานไม่ได้เพียงต้อนรับผู้มาเยือนจากไทย แต่กำลังสื่อสารภาพลักษณ์ของประเทศตัวเอง “นิ่ง มั่นคง สงบ เป็นมิตร และเปิดกว้าง”

หลังจากการจับมือ ทั้งสองฝ่ายเดินเข้าสู่อาคารไปพร้อมกัน ช่วงเวลาสั้นๆ นี้เอง ที่บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนจากพิธีการสู่ความเป็นธรรมชาติ มีบทสนทนาเบาๆ และจังหวะที่ผ่อนคลายมากขึ้น แม้จะไม่อยู่ในกำหนดการอย่างเป็นทางการ แต่กลับเป็นช่วงที่ “ความสัมพันธ์เริ่มมีชีวิต” หลายครั้ง การทูตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุม แต่เกิดขึ้นระหว่างทาง ในช่วงที่ไม่มีไมโครโฟน ไม่มีสคริปต์ และไม่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการ รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้อาจไม่ปรากฏในข่าว แต่เป็นจุดที่ความสัมพันธ์ถูกปลุกให้มีชีวิต 

เมื่อเข้าสู่ห้องรับรองก่อนการหารือ บรรยากาศยังคงต่อเนื่องด้วยความสุภาพและนุ่มนวล สิ่งที่สัมผัสได้ชัดคือ “จังหวะ” ของการสื่อสาร พื้นที่ที่ให้การพูดคุยดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องของมารยาท แต่เป็นวัฒนธรรมที่สะท้อนแนวทางของโอมาน การสร้างความสบายใจให้เกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยต่อยอดไปสู่ความร่วมมือ ในบริบทของความสัมพันธ์ไทย–โอมาน จังหวะเช่นนี้ยิ่งมีความหมาย เพราะมันช่วยให้การพูดคุยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ 

หากมองจากภายนอก การเยือนครั้งนี้อาจสรุปได้ในไม่กี่บรรทัด แต่เมื่อมองจากข้างหลังภาพ จะเห็นว่าแต่ละช่วงเวลามีบทบาทของตัวเอง ข่าวการเยือนประเทศต่างๆ มักเน้นผลลัพธ์ สิ่งที่จับต้องได้ ข้อตกลง ความร่วมมือ หรือถ้อยแถลงร่วม แต่สิ่งที่กำหนดผลลัพธ์เหล่านั้น คือ “กระบวนการ” ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า กระบวนการที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ และมีความซับซ้อนหลายมิติ การเลือกใช้คำพูด การอ่านบรรยากาศ การเว้นจังหวะ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเขียนลงในเอกสารได้ แต่เป็นสิ่งที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจของเจ้าบ้านและผู้มาเยือน การเยือนโอมานครั้งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า การทูตไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องประชุม แต่มันมี “จังหวะชีวิต” ของมันเอง มีช่วงที่เป็นทางการ มีช่วงที่ผ่อนคลาย มีช่วงที่ต้องฟังมากกว่าพูด และมีช่วงที่เพียงแค่ “อยู่ตรงนั้น” ก็มีความหมาย 

บางทีหัวใจของการทูต อาจไม่ใช่แค่ภาพความสำเร็จของการเจรจา การลงนามร่วมกัน แต่สิ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง คือความไว้วางใจกัน การเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งอาจเริ่มต้นตั้งแต่ความรู้สึกแรกของ “การจับมือหน้าประตู” จนไปถึงในทุกๆ ก้าวของการเดินทางร่วมกัน