วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

'ไทย' โต้กัมพูชา ใน ECOSOC Forum ย้ำช่วยพนมเปญต่อเนื่อง แต่ถูกตอบแทนด้วยการโจมตี

เชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำ UN โต้กัมพูชา ในงานประชุม ECOSOC Forum ย้ำไทยช่วยพนมเปญต่อเนื่อง แต่ถูกตอบแทนด้วยการโจมตีพลเรือนบริสุทธิ์

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ในการประชุม ECOSOC Forum on Financing for Development Follow-up ค.ศ. 2026 ไทยได้ใช้สิทธิตอบโต้ (Right of Reply) ภายหลังจากผู้แทนกัมพูชากล่าวพาดพิงถึงไทยในช่วงการอภิปรายทั่วไป

นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ได้ตอบโต้ถ้อยแถลงดังกล่าว โดยย้ำว่า ไทยได้สนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพ การฟื้นฟูประเทศ และการพัฒนาของกัมพูชาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2496 รวมถึงในช่วงสงครามกลางเมืองในทศวรรษ 2510–2520 ซึ่งไทยได้ให้ที่พักพิงแก่ชาวกัมพูชาที่หลบหนีความขัดแย้งนับแสนคนในแต่ละวัน โดยรวมแล้วกว่าหนึ่งล้านคนตลอดวิกฤติดังกล่าว ตลอดจนมีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพตามความตกลงสันติภาพปารีส ปี 2534 และการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 2542 ช่วยให้กัมพูชากลับคืนสู่ประชาคมระหว่างประเทศและระบบเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ นับตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 ไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและการพัฒนาเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านดอลลาร์ ผ่านโครงการความร่วมมือและทุนการศึกษา

อย่างไรก็ดี ความพยายามดังกล่าวของไทยกลับไม่ได้รับผลตอบแทนในเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ไทยได้พยายามสร้างเสริมตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 กัมพูชาได้เริ่มการโจมตีทางอาวุธต่อดินแดนไทยโดยไม่เลือกเป้าหมาย ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บ 51 ราย ประชาชนกว่า 400,000 คน ต้องอพยพ และโรงพยาบาลกว่า 400 แห่งได้รับผลกระทบ ไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ

เอกอัครราชทูตฯ ยังกล่าวถึงประเด็นทุ่นระเบิดว่า แม้กัมพูชาจะได้รับความช่วยเหลือระหว่างประเทศจำนวนมากเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แต่ยังคงมีการวางทุ่นระเบิดใหม่ ส่งผลให้พื้นที่ชายแดนซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งการพัฒนาและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กลับกลายเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัยเต็มไปด้วยทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ ไทยยังกล่าวถึงประเด็นกระแสการเงินที่ผิดกฎหมาย โดยมีข้อมูลปรากฏว่ากัมพูชาเป็นแหล่งตั้งของเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์และการหลอกลวง ซึ่งมีรายได้รวมสูงถึงประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือเกือบร้อยละ 40 ของ GDP ของประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินต่อผู้เสียหายทั่วโลก รวมถึงเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์จำนวนมาก ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สูญเสียไปกับอาชญากรรม แทนที่จะนำไปใช้เพื่อการพัฒนา