วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2569

Login
Login

‘สีหศักดิ์’ เปิดตัว ‘การทูต 2.0’ ขับเคลื่อนไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง

‘สีหศักดิ์’ เปิดตัว ‘การทูต 2.0’ ขับเคลื่อนไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ เปิดตัว ‘การทูต 2.0’ แนวทางการทูตที่ขับเคลื่อนไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่ารวดเร็ว การทูตไทย คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะนำพาไทยเฉิดฉายในเวทีโลก และภายใต้รัฐบาลใหม่นี้ การทูตไทยก้าวเข้าสู่ “การทูต 2.0” ที่จะดำเนินงานอย่างครอบคลุมทุกมิติ รวดเร็ว มีเอกภาพ และเข้าถึงประชาชนมากขึ้น

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงวิสัยทัศน์นโยบายการต่างประเทศเมื่อวันจันทร์ (20 เม.ย.)  ที่ผ่านมา หลังจากจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ โดยรัฐมนตรีได้กล่าวถึงบทบาทและแนวทางการดำเนินงานของการทูตไทย เพื่อพาไทยเท่าทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

รมว.สีหศักดิ์ ยอมรับว่า การต่างประเทศที่ผ่านมาอาจไม่ได้ดำเนินการเชิงรุกมากพอ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย แต่การได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่ค่อนข้างมั่นคงในสภา ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำให้การดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุกมีความต่อเนื่องมากขึ้นจากการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

การทูตเชิงรุกภายใต้รัฐมนตรีสีหศักดิ์ประกอบด้วย 4 แนวทาง ได้แก่ 

1.การทูตที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน ดำเนินงานต่างๆ ต้องมีเป้าหมาย

2.การทูตที่มีความรวดเร็ว สามารถติดตามและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสถานการณ์ต่างๆ ได้ เช่น การจัดตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและช่วยเหลือชาวไทย ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง 

3.การทูตที่มีเอกภาพในเชิงนโยบาย เนื่องจากบางครั้งการดำเนินงานของกระทรวงฯ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย จึงต้องทำงานในทิศทางเดียวกัน เป็น “ทีมไทยแลนด์” เดียวกัน

4.การทูตที่มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่องกับประชาชนและสื่อมวลชน การสื่อสารต้องมีความโปร่งใส ประชาชนต้องเข้าใจว่าสิ่งที่กระทรวงฯ กำลังทำ เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร

สำหรับการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการทูตระยะยาว สีหศักดิ์ ได้กล่าวถึง การให้ความสำคัญด้านความมั่นคง โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 

1.ความมั่นคงชายแดน ชายแดนไทยต้องปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หรือการหลอกลวงทางออนไลน์ ปัญหายาเสพติด และปัญหาการค้ามนุษย์ และต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้าน

ประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา รองนายกฯ กล่าวว่า แม้สองประเทศจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่การก้าวข้ามความขัดแย้งให้ได้คือเรื่องที่สำคัญกว่า

“ผมคิดว่าจากสัญญาณที่เขาส่งมา เขายังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับฝ่ายไทยอย่างจริงจัง ยังใช้วิธีการต่างๆ กดดัน สร้างความได้เปรียบ แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาพร้อมแล้ว เราก็พร้อม เราต้องอยู่ด้วยกัน เป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน” สีหศักดิ์กล่าว

ส่วนปัญหาภายในเมียนมา ไทยทำตามมติอาเซียนคือ ไม่ยอมรับการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา แต่ขณะเดียวกันก็พยายามสื่อสารกับเมียนมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาด้วยเช่นกัน ในขณะที่ชายแดนติดกับมาเลเซีย ไทยยังคงต้องการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน

2.ความมั่นคงภูมิภาค ไทยจะวางสถานะตัวเองอย่างระมัดระวัง ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศและปฏิบัติตามกฎบัตรประชาชาติ

“เราต้องระวังท่าทีอย่างมาก ต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของเราอยู่ตรงไหน สถานะเราอยู่ตรงไหน เราต้องไม่เยอะเกินไป ไม่น้อยเกินไป และเราก็ชัดเจนแล้ว อย่างที่แถลงมาตลอด เราไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้ สงครามนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ควรขยายออกไปสู่ประเทศอื่น” 

สีหศักดิ์ตอบกลับประเด็นที่หลายคนมองว่าไทยไม่มีจุดยืน และกล่าวถึงการแสดงจุดยืนในความขัดแย้งตะวันออกลาง พร้อมเสริมว่า การประณามใดๆ ต้องมีความระมัดระวังหากไทยไม่ได้เป็นคู่กรณี เพราะอาจส่งผลกระทบถึงคนไทยในต่างประเทศ

นอกจากนี้ ไทยต้องมีอิสระในยุทธศาสตร์ ไม่ยึดติดแค่ 2 ขั้วอำนาจ แต่ต้องร่วมมือกับขั้วต่างๆ มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาค เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย และขั้วที่สำคัญก็คือ อาเซียน ซึ่งไทยต้องมีบทบาทช่วยสร้างความเข้มแข็งในอาเซียนด้วย

3.ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การทูตเศรษฐกิจตอนนี้กำลังมุ่งไปที่ทวีปแอฟริกา รองลงมาเป็นคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (จีซีซี) ซึ่งอาจต้องรอเวลาให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียฟื้นฟูตัวเองหลังสงครามก่อน ต่อมาเป็นเอเชียกลาง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศกำลังร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับภูมิภาคนี้ และยังร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อดำเนินงานด้านการทูตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย

4.ความมั่นคงมนุษย์ การทูตจะเข้าไปช่วยจัดการปัญหาความมั่นคงมนุษย์ในด้านต่างๆ เช่น โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอาชญากรรมข้ามชาติ

สีหศักดิ์กล่าวว่า แนวทางทั้งหมดนี้คือ “การทูต 2.0” ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และภาคประชาชน และรัฐมนตรีเน้นย้ำด้วยว่า นโยบายการต่างประเทศต้องไม่มองแค่ผลประโยชน์ภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้อง “มองไกลกว่าประเทศไทย” ด้วย กล่าวคือ การทูตไทยจะไปไกลกว่านั้น ต้องเป็นการทูตที่สร้างผลกระทบในเวทีโลก

“ประเทศไทยจะช่วยประชาคมโลกให้ดีขึ้นได้ อย่างแรกเลย เราต้องช่วยประชาคมโลกรักษาระเบียบโลกที่มีกติกา ไม่ใช้อำนาจเป็นใหญ่ สร้างระเบียบโลกใหม่ที่ไม่ใช่ความเป็นใหญ่อย่างเดียว ผลักดันประเทศเล็กๆ สร้างระเบียบโลกที่จะตอบสนองกับปัญหาความท้าทายที่เผชิญร่วมกันได้” รองนายกฯ ย้ำ