วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2569

Login
Login

'แอมเนสตี้' ประณาม 'เนทันยาฮู ปูติน ทรัมป์' เป็น 'นักล่าผู้ละโมบ' บั่นทอนสิทธิมนุษยชน

'แอมเนสตี้' ประณาม 'เนทันยาฮู ปูติน ทรัมป์' เป็น 'นักล่าผู้ละโมบ' บั่นทอนสิทธิมนุษยชน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า อิสราเอล รัสเซีย และสหรัฐ เป็นผู้นำในการทำลายสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยอธิบายว่า ผู้ของสามประเทศเป็น “นักล่าผู้ละโมบ” เสี่ยงกระตุ้นสังคมใช้ความรุนแรง

แอกเนส คัลลามาร์ด ประธานกลุ่มสิทธิมนุษยชนระดับโลก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เขียนไว้ในรายงานประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของโลก ที่เผยแพร่ในวันอังคาร (21 เม.ย.) ว่า สภาพแวดล้อมทั่วโลกที่เอื้อให้ความดุร้ายเก่าๆ เจริญเติบโตได้นั้น เกิดขึ้นมานานแล้ว

คัลลามาร์ด ระบุว่าในปี 2025 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันออกจากระเบียบระหว่างประเทศที่สร้างขึ้นจากเถ้าถ่านของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการทำลายล้างของสงครามโลก ซึ่งระเบียบเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นอย่างช้าๆ เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และไม่สมบูรณ์ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา”

คัลลามาร์ด กล่าวในแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (20 เม.ย.) ในกรุงลอนดอนว่า รัฐบาลส่วนใหญ่มักจะยอมอ่อนข้อให้ “ผู้ล่า” มากกว่าที่จะเผชิญหน้า

“บางรัฐบาลถึงกับคิดที่จะเลียนแบบพวกอันธพาลและพวกปล้นสะดม” เธอกล่าว และบอกว่า สเปนต่างจากประเทศอื่นในยุโรป เพราะได้วิพากษ์วิจารณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาของอิสราเอล รวมถึงการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลนั้น และประเทศนี้อยู่เหนือสังคมที่มีสองมาตรฐานซึ่งกำลังทำลายระบบระหว่างประเทศ

คัลลามาร์ดบอกอีกว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมหาศาล

โดยอธิบายว่า พฤติกรรมของพวกเขากระตุ้นให้ผู้ที่คิดจะทำพฤติกรรมคล้ายคลึงกันมีความกล้ามากขึ้น และเปิดโอกาสให้มีการเลียนแบบเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้จึงรุนแรงและดุเดือดกว่าที่ต้องเผชิญเมื่อสามหรือสี่ปีก่อนมาก

สิทธิมนุษยชนทั่วโลกถูกบั่นทอน

อัลจาซีรารายงานว่า การวิเคราะห์แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เกี่ยวกับการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกนั้นอ่านแล้วน่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง โดยรายงานได้ระบุถึงการโจมตีเสรีภาพพลเมืองขั้นพื้นฐานในประเทศส่วนใหญ่ที่ได้รับการวิเคราะห์

“การปฏิบัติแบบเผด็จการทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก” รายงานระบุ ก่อนที่จะกล่าวถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนในประเทศต่างๆ ตั้งแต่ อัฟกานิสถานไปจนถึงซิมบับเวในรายงานความยาว 400 หน้า

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอลในกาซา อาชญากรรมต่อมนุษยชาติของรัสเซียในยูเครน และสงครามสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่าน ย้ำให้เห็นถึงตัวอย่างความขัดแย้งที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ในด้านการปราบปราม สหราชอาณาจักรถูกกล่าวหาว่าปราบปรามขบวนการสนับสนุนปาเลสไตน์และกลุ่มปาเลสไตน์แอคชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มปฏิบัติการโดยตรงที่มุ่งเป้าไปยังที่สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพอิสราเอล และตอนนี้พวกเขากำลังต่อสู้คดีในศาลเพื่อคัดค้านการขึ้นบัญชีดำของสหราชอาณาจักรที่จะให้พวกเขาเป็นองค์กร “ก่อการร้าย”

ส่วนกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถานเป็นต้นเหตุของการเลือกปฏิบัติทางเพศที่เพิ่มขึ้นในปี 2025 เนื่องจากมาตรการกีดกันผู้หญิงจากการศึกษาและการทำงาน ขณะที่ทางการเนปาลถูกกล่าวหาว่าประสบกับความล้มเหลวในการสอบสวนกรณีความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงวรรณะดาลิต

ทั้งนี้ รายงานของแอมเนสตี้เผยแพร่ในช่วงที่ความขัดแย้งหลายแห่งกำลังปะทุขึ้นทั่วโลก

คาลลามาร์ดกล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็น “ผลผลิตของความตกต่ำสู่ความไร้กฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อวิสัยทัศน์ของโลก มองการทำสงครามและการสังหารพลเรือนเป็นเรื่องปกติ”

“ไม่มีมาตรการใด ๆ ที่มีประสิทธิภาพนำมาใช้ต่อต้านอิสราเอลสำหรับการละเมิดมาตรฐานมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังพอมีทางออก

รายงานดังกล่าวระบุถึงช่วงเวลาแห่ง“การต่อต้าน” ที่เกิดขึ้น เช่น การประท้วงที่นำโดยกลุ่มคนGen Z,การเพิ่มของประเทศที่สนับสนุนการฟ้องร้องของแอฟริกาใต้ต่ออิสราเอลในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ), การดำเนินคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต่ออดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์, การมีศาลพิเศษของสภายุโรปสำหรับตัดสินเกี่ยวกับอาชญากรรมการรุกรานยูเครน และหมายจับของ ICC ต่อผู้นำตาลีบันสองคนในข้อหากดขี่ข่มเหงเนื่องจากความแตกต่างทางเพศ