WSJ เผยกองทัพสหรัฐเตรียมขึ้นตรวจเรือน้ำมันที่เชื่อมโยงอิหร่าน และอาจถึงขั้นยึดเรือในอีกไม่กี่วันนี้ ขยายปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจใน 'น่านน้ำสากลทั่วโลก'
หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานพิเศษอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐว่า กองทัพสหรัฐกำลังเตรียมการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อ ขึ้นตรวจเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน และ ยึดเรือพาณิชย์ในน่านน้ำสากล ในการขยายปฏิบัติการกวาดล้างทางทะเลออกไปนอกตะวันออกกลาง
แผนการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากความเคลื่อนไหวใน "ช่องแคบฮอร์มุซ" พลิกกลับไป-มาแบบ 360 องศา ระหว่างวันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเมื่อคืนวันศุกร์ตามเวลาในประเทศไทย ทางการอิหร่านได้ประกาศ "เปิดช่องแคบฮอร์มุซ"อย่างเต็มรูปแบบ ให้เรือพาณิชย์ได้สัญจรอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกร่วงลงทันทีถึง 10% และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ยินดีต่อเรื่องนี้
แต่ถัดมาเพียงหนึ่งวันในวันเสาร์ กองทัพอิหร่านกลับมาเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยได้โจมตีเรือพาณิชย์หลายลำ พร้อมประกาศว่าน่านน้ำดังกล่าวอยู่ภายใต้การ “ควบคุมอย่างเข้มงวด” ของอิหร่าน โดยอ้างว่าสหรัฐยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่านอย่างต่อเนื่อง
สหรัฐยกระดับใน 'น่านน้ำสากลทั่วโลก'
ล่าสุด กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ระบุว่า สหรัฐได้ "สกัดเรือ 23 ลำ" ที่พยายามออกจากท่าเรืออิหร่านแล้ว ภายใต้การปิดล้อมทางทะเล โดยการขยายปฏิบัติการครั้งนี้จะเปิดทางให้สหรัฐสามารถ "เข้าควบคุมเรือทั่วโลกที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน" รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่อยู่นอกอ่าวเปอร์เซีย และเรือที่ขนอาวุธสนับสนุนรัฐบาลอิหร่านด้วย
พล.อ. แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม (Chairman of the Joint Chiefs of Staff) กล่าวว่าสหรัฐ “จะไล่ติดตามอย่างมุ่งมั่นต่อเรือที่ชักธงอิหร่าน หรือเรือใดก็ตามที่พยายามสนับสนุนด้านวัตถุให้อิหร่าน” ซึ่งรวมถึง “กองเรือเงา” หรือบรรดาเรือลักลอบขนส่งน้ำมันอิหร่าน โดยหลบเลี่ยงกฎระเบียบ มาตรการคว่ำบาตร และข้อกำหนดด้านประกันภัยระหว่างประเทศ
ปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งบางส่วนจะดำเนินการโดย "กองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ" (U.S. Indo-Pacific Command) ที่ครอบคลุมน่านน้ำใน "เอเชีย" จะเป็นการขยายขอบเขตใหม่ของปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านที่รัฐบาลทรัมป์เรียกว่า “Economic Fury”
ด้านโฆษกทำเนียบขาว แอนนา เคลลี ระบุว่า ปธน.ทรัมป์มีความเชื่อมั่นว่า "การปิดล้อมทางทะเล" ควบคู่กับมาตรการภายใต้ "Economic Fury" จะช่วยเอื้อต่อการบรรลุ "ข้อตกลงสันติภาพ"
การตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์ในการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน มีเป้าหมายเพื่อบีบให้เตหะรานเปิดช่องแคบอีกครั้ง และยอมอ่อนข้อในประเด็น "โครงการนิวเคลียร์" ซึ่งเป็นหัวใจของการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
การเร่งเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในช่วงที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างทั้งสองฝ่าย กำลังจะ "หมดอายุ" ลงในสัปดาห์หน้า แต่การเจรจาที่จัดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในปากีสถานยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ และยังไม่มีการกำหนดวันเจรจารอบถัดไป
WSJ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมความพร้อมในกรณีที่การสู้รบอาจกลับมาปะทุใหม่อีกครั้ง แม้จะไม่มีฝ่ายใดต้องการให้สงครามเริ่มขึ้นอีก อิหร่านยังคงมีขีปนาวุธพิสัยกลางและระยะสั้นจำนวนหลายพันลูก และกำลังนำแท่นยิงกลับขึ้นมาจากคลังใต้ดิน ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถผลิตขีปนาวุธเพิ่มเติมได้อย่างรวดเร็ว
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ พีท เฮกเซธ ระบุว่า กองกำลังสหรัฐอยู่ในสถานะ “พร้อมสูงสุด” หากการเจรจาล้มเหลว แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ไม่ต้องการใช้กำลังภาคพื้นดิน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อกำลังพลสหรัฐ และไม่ได้รับการสนับสนุนในหมู่ประชาชนอเมริกัน
เฮกเซธยังระบุว่า "การโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน" ยังคงเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เนื่องจากอาจกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในซาอุดีอาระเบียและประเทศอาหรับที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐ
สัญญาณเตือนถึง 'จีน'
สถานการณ์ดังกล่าวเหล่านี้จึงทำให้ “อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ” กลายเป็นเครื่องมือหลักของทำเนียบขาวในการแสวงหาข้อยุติความขัดแย้ง
ปัจจุบัน การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านราว 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยัง "จีน" และถูกซื้อโดยโรงกลั่นอิสระขนาดเล็ก แม้จีนจะเร่งสะสมสต็อกน้ำมันเพื่อรับมือความผันผวนจากสงคราม แต่คำกล่าวของประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐถูกมองว่าเป็นการ "ส่งสัญญาณเตือนไปยังปักกิ่ง"
กระทรวงการคลังสหรัฐระบุเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ได้เพิ่มรายชื่อเรือ บริษัท และบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อการค้าน้ำมันผิดกฎหมายของอิหร่าน
เรือและบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรล็อตใหม่นี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของ "โมฮัมหมัด ฮอสเซน ชามคานี" มหาเศรษฐีด้านการขนส่งน้ำมัน ซึ่งเป็นบุตรของ อาลี ชามคานี อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ และเป็นชนวนเริ่มต้นของสงคราม
มาตรการนี้เป็นการขยายเพิ่มเติมจากเดิมที่มีเรือเชื่อมโยงกับอิหร่าน ถูกคว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้แล้วหลายร้อยลำ และอาจตกเป็นเป้าหมายการขึ้นตรวจเรือด้วย ขณะที่รักษาการรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐ ทอดด์ แบลนช์ ให้คำมั่นว่าจะดำเนินคดีต่อผู้ที่ซื้อหรือขายน้ำมันอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร
สำนักงานอัยการสหรัฐประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ภายใต้การนำของ จีนีน ปีร์โร ระบุว่า กำลังดำเนินการจัดการเครือข่ายที่ถูกคว่ำบาตรและเป็นภัยคุกคาม ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสำนักงานอัยการฯ มีบทบาทสำคัญในการออกหมาย "ยึดเรือ" ในช่วงการกวาดล้างเรือที่เกี่ยวข้องกับ "เวเนซุเอลา" ในสมัยรัฐบาลทรัมป์มาแล้ว
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี กองทัพสหรัฐได้แสดงศักยภาพในการ "ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันทั่วโลก" โดยสามารถสกัดเรือที่เชื่อมโยงกับเวเนซุเอลาได้ในมหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรอินเดีย กระทรวงกลาโหมทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น หน่วยยามฝั่งสหรัฐ เพื่อยึดเรือที่ละเมิดมาตรการคว่ำบาตร
มาร์ก เนวิตต์ รองศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอมอรี ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ดูเหมือนกำลังดำเนินการใน "3 มิติทางทะเล" ได้แก่ 1. การปิดล้อมใกล้อิหร่าน 2. ความเป็นไปได้ในการยึดเรือกองเรือเงาในพื้นที่อื่นๆ ของโลก และ 3. การปราบปรามการลักลอบขนของผิดกฎหมาย เช่น ชิ้นส่วนขีปนาวุธ
“นี่เป็นแนวทางที่ใช้เครื่องมือทุกอย่างอย่างเต็มที่ หากต้องการกดดันอิหร่าน ก็ต้องใช้ทุกอำนาจทางกฎหมายที่มี” เนวิตต์กล่าว
ที่มา: WSJ





