วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน 2569

Login
Login

ชาวอิหร่านหวั่นถูกผู้นำกำราบหนัก หลัง "สงคราม-ประท้วงนองเลือด"

ชาวอิหร่านหวั่นถูกผู้นำกำราบหนัก หลัง "สงคราม-ประท้วงนองเลือด"

ขณะที่ความเสียหายจากการโจมตีทางอากาศและการตัดสัญญาณทางอินเทอร์เน็ตส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ชาวอิหร่านก็มีความหวังว่าจะมีการขยายการหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างกัน ร้านค้า ภัตตาคารและหน่วยงานรัฐบาลเปิดดำเนินการ

ช่วงเช้าในฤดูใบไม้ผลิ สวนสาธารณะของเมืองคราคร่ำไปด้วยครอบครัวชาวอิหร่านที่ออกมาปิคนิก ชาวอิหร่านหนุ่มสาวออกมาเล่นกีฬา บางส่วนนั่งชิลๆตามคาเฟ่ริมถนน แต่เบื้องหลังฉากอันสงบเงียบเหล่านี้ เศรษฐกิจของอิหร่านทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ  

ชาวอิหร่านกลัวว่ารัฐบาลใหม่จะกดขี่และปราบปรามประชาชนที่เห็นต่าง ประกอบกับอารมณ์โกรธเกรี้ยวเมื่อมีการโจมตีทางอากาศทั้งจากสหรัฐและอิสราเอล ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันยากลำบากมากขึ้น และอาจจุดชนวนนำไปสู่การลุกฮือของชาวอิหร่านเหมือนเมื่อเดือนม.ค. ที่มีแนวโน้มว่าจะเลวร้ายกว่า

เมื่อวันศุกร์(17เม.ย.) รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิสราเอลและเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐแสดงความมั่นใจว่าสงครามอิหร่านใกล้จบลงแล้ว

แรงกดดันพุ่ง-การปกครองโดยศาสนายังยืนยง

"สงครามจะปิดฉากลง แต่ปัญหาที่แท้จริงของเราที่เกิดจากระบอบการปกครองโดยผู้นำศาสนาเพิ่งเริ่มขึ้น ฉันกลัวมากว่าถ้าอิหร่านบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐ จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อประชาชนทั่วไป" ฟาริบา อายุ 37 ปี ที่เข้าร่วมในการชุมนุมประท้วงเมื่อเดือนม.ค.ให้ความเห็นผ่านทางโทรศัพท์จากอิหร่าน กล่าว พร้อมทั้งระบุว่า ผู้คนยังจำภาพความโหดร้ายของทางการอิหร่านเมื่อเดือนม.ค.ได้ดี และไม่ลืมระบอบการปกครองที่ชาวอิหร่านไม่ต้องการ ตอนนี้พวกเขาถอยออกไปตั้งหลักก่อน เพราะไม่อยากให้เกิดความไม่สงบในประเทศพร้อมกับการทำสงครามกับสหรัฐ"

ตัวเลขของทางการระบุว่า เหตุระเบิดจากการสู้รบวันแรกระหว่างกองทัพสหรัฐและอิหร่านส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน รวมถึงนักเรียนจำนวนมากในโรงเรียนแห่งหนึ่ง

การโจมตียังสร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ และมีความเป็นไปได้มากขึ้นว่ามีการเลิกจ้างงานจำนวนมาก

"อิหร่านเข้าใจว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้ต้องการโค่นอำนาจระบอบการปกครองอิหร่าน แต่มันกลับทำลายเศรษฐกิจอย่างเลวร้ายที่สุด"นายโอมิด เมมาเรียน นักวิเคราะห์จาก Dawn กลุ่มนักคิดอิสระ มีฐานอยู่ในสหรัฐ กล่าว พร้อมเสริมว่า กองทัพไม่มีท่าทีที่จะวางปืน พวกเขาเตรียมพร้อมเสมอ และจะเกิดการสู้รบนองเลือด ถือเป็นการลงทุนสูงโดยไม่มีโอกาสที่จะมีอนาคตที่ดีกว่านี้

ในย่านคนมีฐานะทางตอนเหนือของกรุงเตหะราน สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้เข้าไปสัมภาษณ์ชาวอิหร่านวัยหนุ่มสาวหลายคนเกี่ยวกับสงครามที่เกิดขึ้นและความวิตกกังวลของพวกเขา  โดยสื่อต่างชาติในกรุงเตหะรานจะดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรมและการแนะแนวอิสลาม ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของสื่อและออกใบอนุญาต

เมห์ทับ ซึ่งทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และปฏิเสธที่จะเปิดเผยนามสกุล บอกว่า สถานการณ์อาจจะเลวร้ายลงสำหรับชาวอิหร่านเพราะได้รับผลกระทบจากสงคราม และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการถูกโดดเดี่ยวมานานหลายปีอยู่แล้ว

"ผมไม่อยากจะบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติ แต่ในฐานะชาวอิหร่านคนหนึ่งที่มีประติศาสตร์ มันไม่ได้เลวร้ายมาก เราดำเนินชีวิตอยู่กับมันได้ "เมห์ทับ กล่าว

แต่ชาวอิหร่านบางคนมีความเห็นว่า "ผู้คนในอิหร่านกำลังอยู่ในอารมณ์ชื่นชมยินดีกับการทำข้อตกลงหยุดยิง แต่อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เราควรจะทำอย่างไรกับระบอบการปกครองแบบอิหร่านที่นับวันจะทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ " ซารา ครูโรงเรียนเอกชนวัย 27  ซึ่งปฏิเสธที่จะเปิดเผยนามสกุล หรือที่อยู่ของที่พักอาศัย กล่าว

ชาวอิหร่านในประเทศกับทางเลือกอันน้อยนิด

การใช้กำลังปราบปรามประชาชนของทางการอิหร่านเมื่อเดือนม.ค.นานหลายสัปดาห์จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าเขาจะเข้ามาช่วยชาวอิหร่าน

แต่ขณะที่ทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอสราเอล ประกาศในช่วงที่สงครามอุบัติขึ้นแรกๆว่า พวกเขาหวังว่า สงครามครั้งนี้จะช่วยโค่นอำนาจกลุ่มผู้ปกครองทางศาสนาของอิหร่านได้ แต่จุดมุ่งหมายนี้ก็เลือนลางลงเรื่อยๆเมื่อมีการโจมตีด้วยระเบิดต่ออิหร่านหลายระลอก

"ความรู้สึกโกรธเกรี้ยวทางการอิหร่านเกี่ยวกับการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชน สะท้อนให้เห็นว่าชาวอิหร่านจำนวนมากต้องการผู้ปกครองใหม่ แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็หมดความสนใจในสงคราม"เมมาเรียน กล่าวและเสริมว่า ชาวอิหร่านจำนวนมาก เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยพวกเขา

ฮุนเซน ราสแซม นักวิเคราะห์การเมืองอิหร่าน มีฐานดำเนินงานในสหรชอาณาจักร กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อเดือนม.ค.สะท้อนให้เห็นว่า ทางการอิหร่านจะไม่ยอมถอยง่ายๆอีก และพวกเขาจะไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลด้วยเช่นกัน

"สงครามที่เกิดขึ้นทำให้ชาวอิหร่านมีความเห็นแตกแยก และสุดโต่งมากขึ้นแต่ก็มีทางเลือกอันจำกัด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชาวอิหร่านที่อยู่ในประเทศก็ตระหนักดีว่า พวกเขาจำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน เนื่องจากไม่มีที่ไป "ราสแซม กล่าว

พร้อมเสริมว่า ตอนนี้ถามถนนหนทางจะเห็นสตรีชาวอิหร่านจำนวนมากไม่สวมญิฮาบ แต่ก็ไม่แน่ชัดว่า เสรีภาพแบบนี้จะยังคงดำเนินต่อไปหรือไม่ หลังจากสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงร่วมกัน แรงกดดันจะเพิ่มขึ้น 100% แน่นอน เพราะทันทีที่ลงนามสันติภาพกับวอชิงตัน ระบอบการปกครองของอิหร่านจะไม่ต้องเจอกับแรงกดดันจากภายนอกอีก "อาร์จาง คุณพ่อลูกสอง วัย 43 ปี ให้ความเห็นทิ้งท้าย