วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

‘สหรัฐ’ ปิดฮอร์มุซกระทบชิ่ง ‘จีน’ เสี่ยงประชุม ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ สะดุด

‘สหรัฐ’ ปิดฮอร์มุซกระทบชิ่ง ‘จีน’ เสี่ยงประชุม ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ สะดุด

การปิดล้อมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งขัดขวางไม่ให้อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซ กลับปิดกั้นเส้นทางขนส่งอุปทานพลังงานที่สำคัญของจีนไปด้วย และเสี่ยงนำไปสู่การเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หนึ่งเดือนก่อนที่สองผู้นำมีกำหนดการพบกันในกรุงปักกิ่ง

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เลิกเก็บงำความเงียบนานเกือบ 7 สัปดาห์ตลอดช่วงที่เกิดสงครามอิหร่าน ออกมาเตือนในวันอังคาร (14 เม.ย.) ว่า “ระเบียบโลก” กำลังพังทลายลงสู่ความวุ่นวาย ขณะเดียวกันก็ให้คำมั่นว่า “จีนจะมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในตะวันออกกลาง”

จากนั้นถ้อยแถลงของฝ่ายปักกิ่งได้ยกระดับความรุนแรงมากขึ้นอีก เมื่อกระทรวงการต่างประเทศจีนประณามการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐในสัปดาห์นี้ว่าเป็นการกระทำที่ “อันตรายและไร้ความรับผิดชอบ”

ถ้อยคำที่แข็งกร้าวมากขึ้นจากฝ่ายปักกิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า สงครามของทรัมป์ ในตะวันออกลางกำลังกดดันความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก

ปักกิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

การที่สหรัฐขู่ว่าจะสกัดกั้น เบี่ยงเบนเส้นทาง หรือยึดเรือที่ละเมิดการปิดล้อม อาจก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างเรือที่อยู่ฝ่ายจีนกับเรือของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้ปักกิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แม้ว่าพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงการท้าทายการปิดล้อมโดยตรงก็ตาม

ชะตากรรมของเรือลำหนึ่งที่ถูกสหรัฐคว่ำบาตรและมีความเชื่อมโยงกับจีนแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด

ข้อมูลติดตามการเดินเรือแสดงให้เห็นว่า เรือลำนั้นที่ชื่อว่า “ริช สตาร์รี” แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอังคาร (14 เม.ย.) ก่อนวนกลับขณะเข้าสู่อ่าวโอมาน

หู สีจิน อดีตบรรณาธิการบริหารโกลบอลไทม์ส หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ชาตินิยมของจีน เขียนไว้ในบล็อกโพสต์เมื่อวันจันทร์ (13 เม.ย.)

“ถ้าสหรัฐพยายามใช้สงครามที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงครั้งนี้มาทำลายผลประโยชน์จีน ผมเชื่อว่าจีนยังมีไพ่อีกมากมายที่จะใช้ ซึ่งอาจทำให้สหรัฐได้ประโยชน์น้อยกว่าที่สูญเสีย”

ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าการเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีกำหนดการในช่วงกลางเดือน พ.ค. จะล่าช้าหรือไม่ แต่ล่าสุดเมื่อวันอังคาร เขาได้พบกับเดวิด เพอร์ดู เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงปักกิ่งเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเยือน ซึ่งอาจเป็นการเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐครั้งแรกนับตั้งแต่เขาไปเยือนครั้งล่าสุดปี 2017

‘สหรัฐ’ ปิดฮอร์มุซกระทบชิ่ง ‘จีน’ เสี่ยงประชุม ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ สะดุด

สหรัฐขู่จีนปักกิ่งพร้อมโต้กลับ

บลูมเบิร์กระบุว่า บรรยากาศตอนนี้กำลังมืดมนลงเมื่อ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประณามจีนในฐานะหุ้นส่วนที่ไม่น่าเชื่อของโลก เนื่องจากมีการ “กักตุนน้ำมัน” ขณะที่เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ความสัมพันธ์ของปักกิ่งกับอิหร่านกำลังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนซับซ้อนมากขึ้น

ไฟแนนเชียลไทม์สรายงานเมื่อวันพุธว่า อิหร่านเพิ่งได้รับดาวเทียมสอดแนมของจีนที่เพิ่มขีดความสามารถอันทรงพลังครั้งใหม่ในการมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของสหรัฐ

จากนั้นไม่นาน ทรัมป์กล่าวกับฟ็อกซ์บิสซิเนสว่า เขาได้แลกเปลี่ยนจดหมายกับสีเกี่ยวกับรายงานเรื่องอาวุธ และอ้างว่าผู้นำจีนตอบกลับมาว่า “โดยพื้นฐานแล้วเขาไม่ได้ทำอย่างนั้น”

ผู้นำสหรัฐโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่าจีน “พอใจอย่างมาก” กับความพยายามของทรัมป์ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และคาดว่าสีจะเข้ามากอดเขาแน่นๆ ในปักกิ่ง

ก่อนหน้านี้ทรัมป์ขู่ว่าจะขึ้นภาษี 50% ต่อประเทศที่ส่งอาวุธให้อิหร่าน หลังจากมีรายงานว่าจีนมีแผนส่งอาวุธต่อต้านขีปนาวุธให้อิหร่านซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตมาอย่างยาวนาน ขณะที่ปักกิ่งโต้กลับว่ารายงานเหล่านั้นเป็น “การใส่ร้ายป้ายสี”

โดยปกติแล้วจีนมักพยายามหลีกเลี่ยงการส่งมอบอาวุธให้กับการทำสงครามในต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันจีนก็จัดหา “สินค้าใช้ได้สองทาง” หรือสินค้าที่ใช้ได้ทั้งในทางพาณิชย์ทั่วไปและทางการทหารให้แก่รัสเซีย

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะเรียกเก็บภาษี หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของจีน อาจทำให้ข้อตกลงสงบศึกด้านการค้าหนึ่งปีต้องล่มสลาย และการกระทำดังกล่าวอาจกระตุ้นให้จีนตอบโต้ด้วยระงับการส่งออก“แร่หายาก”อีกครั้ง

ทั้งนี้ ปักกิ่งครอบครองแม่เหล็กถาวรที่สำคัญต่อภาคการผลิตของอเมริกาประมาณ 90% และเมื่อปีที่แล้วจีนได้กำหนดมาตรการควบคุมการส่งออกแร่โลหะเหล่านั้นอย่างเข้มงวดเพื่อตอบโต้มาตรการภาษีของทรัมป์ และอาจเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการควบคุมต่างๆ อย่างรวดเร็ว หากข้อตกลงสงบศึกการค้าล่ม

สหรัฐถูกบีบจนมุม?

เจนนิเฟอร์ เวลช์ จากบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า ขณะที่ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป มีความเป็นไปได้ว่าทรัมป์กำลังคาดหวังว่าการบั่นทอนการนำเข้าน้ำมันของจีน อาจกระตุ้นให้ปักกิ่งกดดันเตหะรานให้เข้าร่วมการเจรจา หลังจากที่การเจรจาสันติภาพในปากีสถานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาล้มเหลว

“ถ้าทรัมป์จะทำอย่างนั้น ความเสี่ยงคือ จีนจะเข้าพยุงราคาน้ำมันในบ้าน และตอบโต้ด้วยมาตรการคว่ำบาตร” เวลช์กล่าว

ขณะเดียวกันจีนก็สามารถตอบโต้คืนได้ด้วยการระงับการซื้อ “ถั่วเหลือง” จากสหรัฐ ซึ่งการนำเข้าโดยรวมลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปีในเดือน มี.ค.หลังจากสงครามเริ่มต้นขึ้น

ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนในปักกิ่งมองว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์เพื่อกดดันจีนบ่งชี้ว่าเขาถูกบีบให้จนมุมจากสงครามในอิหร่าน

“สหรัฐกำลังโยนความผิดให้จีน เพราะจีนไม่สามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้” หวัง อี้เหว่ย อดีตนักการทูตจีนและผู้อำนวยการสถาบันกิจการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเหรินหมิน กล่าวและเสริมว่า “เมื่อวอชิงตันไม่สามารถเอาชนะสงครามกับอิหร่านได้ ก็โทษปักกิ่ง”

‘สหรัฐ’ ปิดฮอร์มุซกระทบชิ่ง ‘จีน’ เสี่ยงประชุม ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ สะดุด

‘การทูตจีนวุ่น’ พันธมิตรแห่เข้าหา

ผู้นำจีนกำลังอยู่ในช่วงต้อนรับบุคคลสำคัญมากมายที่มาเยือนปักกิ่งในสัปดาห์นี้ ขณะที่เขาพยายามวางภาพลักษณ์ให้ปักกิ่งเป็นพลังแห่งความมั่นคงสำหรับประเทศต่างๆ ที่กำลังรับมือกับวิกฤติพลังงาน

สีให้คำมั่นว่าจะมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในตะวันออกลางในระหว่างการหารือกับมกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ผู้ที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำคนต่อไปของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ต่อมาประธานาธิบดีจีนยังได้หารือกับเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย และพบกับโต เลิม ผู้นำของเวียดนามด้วย

ความวุ่นวายทางการทูตนี้มีขึ้นขณะที่สหรัฐและอิหร่านกำลังพยายามจัดการเจรจารอบที่สองก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 7 เมษายนจะสิ้นสุดลง แหลงข่าวเผยว่าขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณาขยายเวลาพักรบออกไปอีกสองสัปดาห์

ด้านหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวในวันพุธว่า “หน้าต่างสันติภาพ” กำลังเปิดระหว่างหารือกับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน และย้ำว่าจีนสนับสนุนการรักษาโมเมนตัมในการเจรจา

ในขณะที่จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ด้วยแหล่งสำรองน้ำมันมหาศาลและภาคพลังงานหมุนเวียนที่แข็งแกร่ง แต่การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐนั้นส่งผลกระทบในวงกว้างต่อ “เสรีภาพในการเดินเรือ” ยิ่งกว่าแค่ในอ่าวเปอร์เซีย

เจนนิเฟอร์ คาวานาห์ นักวิจัยอาวุโสและผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ทางทหารของ Defense Priorities กล่าวว่า

“จีนกังวลมานานแล้วว่าการเข้าถึงพลังงานของตนเองอาจถูกปิดกั้นที่ช่องแคบมะละกาด้วยโดยเฉพาะจากสหรัฐหากเกิดสงครามขึ้น”

สัปดาห์ที่แล้ว ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้กล่าวถึงอิทธิพลของประเทศตนที่มีต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้ โดยเน้นย้ำในสุนทรพจน์ว่า พลังงานและการค้าของเอเชียตะวันออกประมาณ 70% ผ่านน่านน้ำของอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ การสัญจรอย่างเสรีของเรือผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบมะละกา ได้รับการคุ้มครองภายใต้หลักการที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล แม้ว่าสหรัฐจะไม่เคยให้สัตยาบันในสนธิสัญญานี้ แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการร่างเอกสาร และกองทัพเรือของสหรัฐซึ่งมีเรือเกือบ 300 ลำ ก็ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหลัก

นักวิชาการชาวจีนคนหนึ่งจึงเตือนถึงอันตรายที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลทั่วโลก โดยบอกว่า แม้แต่การที่อิหร่านกำหนดให้ใช้เงินหยวนชำระค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นชัยชนะของจีน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรทางอ้อม

ภาพความเสี่ยงที่เริ่มเห็นได้ชัดคือการที่เบสเซนต์กล่าวเมื่อวันพุธว่าสหรัฐได้ส่งจดหมายไปยังธนาคารจีนสองแห่งเพื่อเตือนเรื่องความเสี่ยงของการถูกคว่ำบาตรทางอ้อม หากพบว่าพวกเขาสนับสนุนธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แต่ขุนคลังสหรัฐไม่ได้ระบุชื่อธนาคารเหล่านั้น

เหลือเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์แล้วก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนปักกิ่ง แต่วาระการประชุมของผู้นำทั้งสองยังไม่ชัดเจนและยังมีความไม่แน่นอนว่าโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป

หวังจากมหาวิทยาลัยเหรินหมิน กล่าวว่า ทรัมป์ได้เลื่อนการประชุมกับสีก่อนหน้านี้ออกไปเพื่อวางแผนรับมือกับสงครามกับอิหร่าน

“ทรัมป์หวังที่จะเยือนจีนในฐานะผู้ชนะสงคราม” หวังกล่าวและเสริมว่า “แต่ตอนนี้สงครามได้กลายเป็นวอเตอร์ลู (Waterloo) ของเขาไปแล้ว”โดยอ้างอิงถึงยุทธการวอเตอร์ลู ในปี 1815 หรือสงครามครั้งสุดท้ายของนโปเลียน โบนาปาร์ต ที่ประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่