นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นจากพรรคเสรีประชาธิปไตย(แอลดีพี)อนุมัติกฏระเบียบด้านการส่งออกอาวุธใหม่ในสัปดาห์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปลุกชีพฐานอุตสาหกรรมทางทหารของประเทศที่ขึ้นชื่อว่ารักสันติประเทศหนึ่ง
เจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นสามคน ระบุว่า รัฐบาลของทาคาอิจิจะโหวตรับรองกฏระเบียบใหม่อย่างเป็นทางการเร็วที่สุดภายในเดือนเม.ย.
อย่างไรก็ตาม แม้ญี่ปุ่นจะแยกตัวออกมาจากตลาดอาวุธโลกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ยังใช้จ่ายด้านการทหารเป็นเงินถึง 6 หมื่นดอลลาร์ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรักษาอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศขนาดใหญ่ให้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีระบบการทำงานก้าวหน้าเช่น เรือดำน้ำ และเครื่องบินรบ
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่น และบรรดานักการทูตต่างชาติในกรุงโตเกียว ที่ระบุว่า ในบรรดาลูกค้ากระเป๋าหนักของญี่ปุ่น มีกองทัพโปแลนด์ และกองทัพเรือของฟิลิปปินส์รวมอยู่ด้วย โดยสองประเทศนี้กำลังเร่งพัฒนาศักยภาพกองทัพให้มีความทันสมัยท่ามกลางสถานการณ์ท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาค
ด้านผู้บริหารบริษัทโตชิบา และมิตซูบิชิ อิเล็กทริก ผู้ผลิตและพัฒนาอาวุธชั้นนำของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทกำลังว่าจ้างพนักงานเพิ่มและเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการ
โดยข้อตกลงแรกที่รัฐบาลทากาอิชิจะอนุมัติคือ การส่งออกเรือรบมือสองให้แก่ฟิลิปปินส์ ที่กำลังมีกรณีพิพาทกับจีนมรทะเลจีนใต้ และอาจจะตามมาด้วยการส่งออกระบบป้องกันขีปนาวุธ
มาริอุซ โบกัสซิวสกี้ รองหัวหน้าคณะผู้แทน ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ ประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า โปแลนด์และญี่ปุ่น สามารถเติมเต็มช่องว่างด้านอาวุธซึ่งกันและกันได้ รวมทั้งร่วมมือกันในด้านต่างๆเช่น ระบบต่อต้านโดรน และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์
ด้าน WB Group ของโปแลนด์ หนึ่งในบริษัทผลิตอาวุธเอกชนรายใหญ่สุดของยุโรป ได้ลงนามข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับโดรนเมื่อปี 2568 ร่วมกับชินมายวะ บริษัทผลิตเครื่องบินรบของญี่ปุ่น





