สี จิ้นผิง ช่วยทรัมป์ในสงครามอิหร่าน เมื่อจีนเข้าร่วมผลักดันความพยายามหยุดยิงระหว่างคู่สงคราม เลิกยืนดูข้างสนาม ช่องแคบฮอร์มุซปิดกระทบเศรษฐกิจ-ความมั่นคงของจีน
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าใกล้เส้นตายที่เขากำหนดเองในการ “ลบล้างอารยธรรมทั้งหมดของอิหร่าน” ดูเหมือนจะมีเพียงประเทศเดียวที่ทรงอิทธิพลพอจะโน้มน้าวให้เตหะรานยอมลดระดับความตึงเครียดได้ ประเทศนั้นก็คือ จีนซึ่งคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐเอง
ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงที่ปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่อิหร่านรายงานว่าแรงผลักดันครั้งสุดท้ายจากจีนมีบทบาทสำคัญที่ทำให้อิหร่านยอมรับข้อตกลง ซึ่งต่อมาทรัมป์ก็ออกมายืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าว นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ กล่าวขอบคุณจีนที่ให้การสนับสนุน ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่าบทบาทของปักกิ่งในข้อตกลงหยุดยิงนี้เกิดขึ้นใน “ระดับสูงสุด” ระหว่างรัฐบาลสหรัฐ และจีน
จีนเลิกยืนดูข้างสนาม
จีนยังไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธรายงานเกี่ยวกับบทบาทสำคัญของตนในการช่วยเจรจาคลี่คลายสถานการณ์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อความขัดแย้งที่ทำให้ซัพพลายน้ำมันโลกถึงหนึ่งในห้าต้องหยุดชะงัก แต่การตัดสินใจเข้ามามีบทบาทในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความสามารถของปักกิ่งในการรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับอิหร่าน ชาติอ่าวอาหรับ และทรัมป์ไปพร้อมกัน และเป็นการเบี่ยงออกจากแนวทางดั้งเดิมของจีนที่มักจะเลือกยืนอยู่ข้างสนาม
การเปลี่ยนท่าทีในครั้งนี้มีรากฐานมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากความขัดแย้งเสี่ยงที่จะกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของจีน จงหยวน โซอี้ หลิว นักวิจัยอาวุโสด้านจีนศึกษาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ระบุ ข้อมูลเศรษฐกิจที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้ามีแนวโน้มชี้ให้เห็นถึงการชะลอตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกในเดือนถัดมาหลังสงครามที่มีสหรัฐ และอิสราเอลเป็นฝ่ายจุดชนวนปะทุขึ้น
“จีนลงมือเพราะสงครามในอิหร่านคุกคามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่จีนพึ่งพาเพื่อการเติบโตและเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศโดยตรง” หลิวกล่าว “การที่ทรัมป์ออกมาให้เครดิตจีนต่อสาธารณะคือทุนทางการเมืองแบบที่ปักกิ่งต้องการอย่างยิ่งก่อนการประชุมสุดยอดที่ถูกเลื่อนมาใหม่”
การหยุดยิงชั่วคราวจะช่วยให้การเยือนปักกิ่งของทรัมป์ในเดือนหน้าราบรื่นขึ้น โดยบทบาทของจีนทำให้ผู้นำสหรัฐ อยู่ในสถานะ “ติดหนี้บุญคุณ” ต่อคู่เจรจาจีนของเขา ทรัมป์มุ่งหน้าไปยังปักกิ่งในจังหวะที่มาตรการภาษีลงโทษของเขาถูกศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินให้เป็นโมฆะ และกองกำลังทหารสหรัฐในเอเชียก็ลดบทบาทลงเพราะทรัพยากรถูกเบนไปใช้ที่ตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม สำหรับปักกิ่ง การก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเจรจาในสงครามที่ไม่มีคำตอบง่าย ๆ ย่อมมีความเสี่ยง แม้บทบาทดังกล่าวจะจำกัดอยู่เพียงการกดดันแบบลับหลังต่อพันธมิตรที่พึ่งพาการสนับสนุนจากจีนก็ตาม ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านและเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายหลักของประเทศ
เพื่อสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าว เจ้าหน้าที่ปากีสถานบอกกับสื่ออังกฤษ เดอะการ์เดียนว่า ในขณะที่อิสลามาบัดทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจาในการพูดคุยล่าสุด จีนกลับทำหน้าที่เป็น “ผู้ค้ำประกัน” โดยให้คำมั่นกับเจ้าหน้าที่อิหร่านว่าพวกเขาจะไม่ถูกลอบสังหารระหว่างการเจรจาในอนาคต แต่ยังไม่ชัดเจนว่าปักกิ่งจะให้หลักประกันดังกล่าวได้อย่างไร หรือมีแรงจูงใจอะไรในการทำเช่นนั้น ทั้งที่ผลลัพธ์อาจย้อนกลับมาสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงหากเกิดเหตุผิดพลาดขึ้น
เมื่อถูกถามถึงรายงานดังกล่าว เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเลี่ยงตอบคำถามในระหว่างการแถลงข่าวประจำวันเมื่อวันพฤหัสบดี (9 เม.ย.69) โดยระบุเพียงว่าจีน “ยืนหยัดสนับสนุนการยุติการสู้รบโดยเร็ว และแก้ไขความขัดแย้งผ่านแนวทางการทูตและการเมือง เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพและสันติภาพในตะวันออกกลาง”
ความพยายามในการไกล่เกลี่ย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง เพิกเฉยต่อคำเรียกร้องจากผู้นำตะวันตกที่ให้เขาใช้สายสัมพันธ์กับวลาดิมีร์ ปูติน ช่วยยุติสงครามในยูเครน โดยจีนกลับเลือกให้การสนับสนุนทางการทูตและเศรษฐกิจต่อมอสโก แทน พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้พันธมิตรสำคัญที่ยืนตรงข้ามระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นผู้นำ
แม้ว่าจีนจะสร้างภาพลักษณ์ด้านการทูตได้บ้างจากบทบาทในข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านในปี 2023 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าปักกิ่งมีบทบาทมากน้อยเพียงใดในการบรรลุข้อตกลงนั้น
ความพยายามเป็นคนกลางส่วนใหญ่อีกด้านหนึ่งถูกจำกัดอยู่ในความขัดแย้งใกล้บ้าน เช่น ในเมียนมา ที่เจ้าหน้าที่จีนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลทหาร หรือเมื่อไม่นานมานี้ จีนยังเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาสันติภาพเป็นเวลา 7 วันระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ซึ่งอาจช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในอิสลามาบัด ก่อนการเปิดการเจรจารอบแรกตามกำหนดการระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ที่เมืองหลวงของปากีสถานในวันเสาร์นี้ โดยมีรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เป็นผู้นำคณะผู้แทนสหรัฐ
ก่อนหน้าการเจรจาดังกล่าว ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับเอ็นบีซีนิวส์ โดยกล่าวว่าผู้นำอิหร่านมีท่าที “มีเหตุผลกว่าที่คำพูดในที่สาธารณะสะท้อนออกมา”
อย่างไรก็ตาม การพาอิหร่านขึ้นโต๊ะเจรจาก็เป็นเพียงก้าวแรกของการยุติการสู้รบ เตหะรานกำลังเรียกร้องหลักประกันด้านความมั่นคงว่าจะไม่ถูกโจมตีอีก และได้ร้องขออย่างเปิดเผยให้ปักกิ่งรับบทบาทดังกล่าว นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าจีนไม่น่าจะตอบรับคำขอนี้
“เป็นเรื่องยากจะจินตนาการว่าจีนจะให้หลักประกันด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการแก่อิหร่านในระหว่างหรือหลังการหยุดยิง” ถง จ้าว นักวิจัยอาวุโสจากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ ระบุ “คำมั่นในลักษณะนี้ขัดแย้งกับความไม่เต็มใจของจีนมาอย่างยาวนานที่จะเผชิญความเสี่ยงด้านการทหาร โดยเฉพาะในกรณีที่มีโอกาสต้องปะทะกับสหรัฐ”
เขาระบุเพิ่มเติมว่าปักกิ่งอาจให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจเพื่อพยุงเศรษฐกิจอิหร่าน หรือช่วยเหลือในการฟื้นฟูขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศบางส่วน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่ระบุว่า จีนยังคงส่งออกโซเดียมเพอร์คลอเรตไปยังอิหร่าน สารตั้งต้นสำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงขีปนาวุธ
การประชุมสุดยอดจีน–ชาติอาหรับ ซึ่งวางแผนไว้ล่วงหน้าสำหรับปีนี้จะเปิดโอกาสให้นานาชาติในตะวันออกกลางกดดันให้ปักกิ่งรับบทสำคัญอีกครั้ง หวังอี้ เหว่ย ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินและอดีตนักการทูตจีน ระบุ
“จีนย่อมไม่พอใจอย่างแน่นอนกับการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ” เขากล่าว “แต่คำถามใหญ่คือ จะรับประกันอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ หรือทะเลแดง ในฐานะเส้นทางสาธารณะสำหรับทั้งโลกได้อย่างไร”





