ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากมีภาระทางการคลังมากขึ้นจากการอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อป้องกันความไม่พอใจของประชาชน แต่กลับทำให้สกุลเงินอ่อนค่าและราคาสินค้าสูงขึ้น
เว็บไซต์นิกเคอิเอเชียรายงาน ณ ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งของเปอร์ตามินา รัฐวิสาหกิจน้ำมันอินโดนีเซีย ใกล้กรุงจาการ์ตา ช่วงนี้รถจักรยานยนต์และรถยนต์ต้องเข้าแถวยาวเหยียดรอนานถึง 30 นาที ภาพแบบเดียวกันนี้มีให้เห็นทั่วประเทศ หลังคาดการณ์กันมากว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย.
ปราเสตโย ฮาดี รัฐมนตรีกระทรวงแห่งรัฐเตือนประชาชนเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ว่า รัฐบาลจะปรับราคาน้ำมัน และไม่มีอะไรให้ต้องตื่นตระหนก
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลาง เมื่อสหรัฐและอิสราเอลเปิดการโจมตีอิหร่านราคาน้ำมันก็พุ่งสูงขึ้น และเนื่องจากการขนส่งสาธารณะในภูมิภาคนี้ยังด้อยพัฒนาจึงส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนมาก ถึงขนาดที่คนงานภาคขนส่งของฟิลิปปินส์ประท้วงเมื่อปลายเดือน มี.ค.
หลายประเทศใช้วิธีอุดหนุนเพื่อบรรเทาความไม่พอใจ รัฐบาลฟิลิปปินส์ จ่ายเงินให้คนขับแท็กซี่และจี๊ปนีย์ 5,000 เปโซ (2,705 บาท) อินโดนีเซีย อุดหนุนเพื่อให้ราคาเบนซินปกติอยู่ที่ลิตรละ 10,000 รูเปี๊ยะห์ (19.2 บาท)
เวียดนาม ใช้กองทุนพยุงราคาน้ำมันคงราคาเบนซินให้ต่ำ นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์จิ๋งห์ มีแผนขยายกองทุนโดยใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นในปี 2025
นโยบายเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับงบประมาณรัฐที่ลดน้อยถอยลง ในประเทศไทยเงินอุดหนุนเพื่อคุมราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้กองทุนน้ำมัน ขาดดุลถึง 4.2 หมื่นล้านบาทเมื่อปลายเดือน มี.ค. กองทุนกำลังพิจารณากู้ยืมเงินถึง 2 หมื่นล้านบาทมาชดเชยการขาดดุล ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะเพิ่ม ปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ราว 66% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ใกล้ชนเพดาน 70% เต็มที
ที่อินโดนีเซีย แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานกิจการเศรษฐกิจ ประเมินในเดือนมี.ค. ว่า น้ำมันราคา 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ขาดดุลทางการคลัง 3.5% ของจีดีพี เกิดกว่าเพดาน 3% ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ก่อนหน้านั้นเคยประเมินขาดดุลไว้ที่ 2.7% ของจีดีพี
รัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต อวดถึงแผนการใช้จ่ายเงินชุดใหญ่ เช่น โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน ฟรี 80 ล้านคน จนเกิดความวิตกกังวลเรื่องวินัยทางการคลัง เป็นเหตุให้มูดี้ส์ เรตติ้งส์และฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดคาดการณ์อินโดนีเซียจาก “เสถียรภาพ” มาอยู่ที่ “ลบ” ในเดือน ก.พ.และต้น มี.ค. หากการใช้จ่ายยังเพิ่มสูงต่อไปอีกเพราะการอุดหนุนราคาน้ำมัน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ถูกลดความน่าเชื่อถือ
อีกหนึ่งความน่ากังวลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือสกุลเงินในภูมิภาคอ่อนค่า เพราะถูกเทขายออกไปมากหลังรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่าย เมื่อวันที่ 31 มี.ค. อัตราแลกเปลี่ยนเงินเปโซฟิลิปปินส์ปิดที่ 60.748 เปโซต่อดอลลาร์ ต่ำสุดทุบสถิติเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน
เงินรูเปี๊ยะห์อินโดนีเซียซื้อขายกันที่ราว 17,000 ต่อดอลลาร์ เกือบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 6.9% ช่วงกลางเดือน มี.ค. สูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย.2025
หลายประเทศพึ่งพาการนำเข้าอาหารและสินค้าจำเป็นอื่นๆ สกุลเงินอ่อนค่าทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น ดังนั้นความพยายามบรรเทาความไม่พอใจของสังคมด้วยการอุดหนุนราคาน้ำมัน สุดท้ายแล้วอาจทำให้เงินเฟ้อแย่ลง
ตัวอย่างเช่นการที่เงินบาทอ่อนค่าอย่างหนักเมื่อปี 1997 ฉุดให้เกิดวิกฤติการเงินเอเชีย สั่นสะเทือนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแล้ว
อย่างไรก็ตาม นับจากนั้น“ประเทศต่างๆ ได้ปรับปรุงฐานะทางการคลังและขยายทุนสำรองเงินตราต่างประเทศไปได้มาก ส่งผลให้มีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตได้ดียิ่งขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงการคลังเสื่อมถอยในระยะสั้น” นักวิจัยอาวุโสจาก Mitsui & Co ระบุ
ราคาพลังงานดันเงินเฟ้อฟิลิปปินส์ทะลุเป้า
เงินเฟ้อรายปีของฟิลิปปินส์เร่งตัวเกินคาดในเดือน มี.ค. ทะลุเป้า 2%-4% ที่ธนาคารกลางกำหนดไว้ ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาน้ำมันพุ่งสูงท่ามกลาง ความตึงเครียดตะวันออกกลาง
เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สูงขึ้นมากจาก 2.4% ในเดือน ก.พ.สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค.2024 ที่เงินเฟ้อทะลุ 4.4%
หากเทียบเป็นรายเดือน เงินเฟ้อขยับขึ้น 1.4% มากที่สุดนับตั้งแต่ ม.ค.2023 สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยผลักดันหลักคือต้นทุนค่าขนส่ง ที่พุ่งขึ้นเพราะราคาพลังงานโลกสูงต่อเนื่อง ดีเซลขึ้นไปแล้ว 59.5% จากปีก่อนหน้า เบนซินพุ่ง 27.3% สูงสุดนับตั้งแต่ ก.ย.2022 ตอนที่ตลาดพลังงานโลกสะดุดเพราะรัสเซียรุกรานยูเครน เทียบกับในเดือน ก.พ. ที่ดีเซลลดลง 1.3% และเบนซินลดลง 5.7% ส่งผลให้ดัชนีการขนส่งเพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.2023 ที่ตอนนั้นดัชนีขึ้นไป 11.1%
ฟิลิปปินส์ยังคงพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางอย่างหนัก จึงเสี่ยงต่อภาวะอุปทานขาดแคลนและราคาผันผวนช่วงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ด้านเงินเฟ้อพื้นฐานไม่รวมอาหารและพลังงาน ขยับขึ้นเช่นกันมาอยู่ที่ 3.2% ในเดือน มี.ค. จาก 2.9% ในเดือน ก.พ. บ่งชี้ถึงผลกระทบระลอกสองที่เริ่มปรากฏ
ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางฟิลิปปินส์คาดการณ์เงินเฟ้อเดือน มี.ค. จะลดลงในกรอบ 3.1%-3.9%เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.25% ในการประชุมนอกรอบเมื่อวันที่ 26 มี.ค.และมีนโยบายมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบระยะที่ 2จากวิกฤติราคาน้ำมันโลก การประชุมทบทวนนโยบายการเงินครั้งต่อไปมีกำหนดในวันที่ 23 เม.ย.





