บทความพิเศษโดย
· อมาน โมดี, กรรมการผู้จัดการและหุ้นส่วน และหัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท เดอะ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย)
· อธิศ กฤตยาพงศ์พันธุ์, หุ้นส่วน บริษัท เดอะ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย)
เดือนมี.ค. 2569 โลกได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง สงครามในอิหร่านผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งทะยาน ช่องแคบฮอร์มุซ - หนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก - ถูกปิด เที่ยวบินทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก สำหรับภาคธุรกิจไทยนี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย แต่ความรุนแรงและความเร็วของมันกำลังเพิ่มขึ้นในแบบที่คาดเดาได้ยาก
สำหรับผู้นำที่ยังรอให้โลก “กลับมาเป็นปกติ” คำถามสำคัญอาจจะไม่ใช่เมื่อไร แต่คือ องค์กรของคุณพร้อมแค่ไหนสำหรับโลกที่ไม่เหมือนเดิม
นี่ไม่ใช่วิกฤติที่เกิดขึ้นเพียงแต่กับประเทศไทย ในช่วงเวลาเพียง 6 ปี เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับทั้งโรคระบาด สงครามยูเครน และความขัดแย้งทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างการพัฒนาที่รวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ได้พลิกโฉมหน้าการดำเนินธุรกิจและการแข่งขันไปอย่างสิ้นเชิง เอไอถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและนำทางธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอน
บางที "ความพลิกผัน” อาจได้กลายเป็นสภาพแวดล้อมหลักของการดำเนินธุรกิจไปแล้ว?
โลกในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่หลายขั้วอำนาจ (Multipolar Transition)
โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ ยุคหลายขั้วอำนาจมากขึ้น ศูนย์กลางอำนาจหลายแห่งต่างมีวาระทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของตนเอง ไม่มีจุดยึดเพียงจุดเดียว และไม่มีคู่มือที่คาดเดาได้อีกต่อไป
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าความผันผวนชั่วคราว และกำลังกดดันให้บริษัทต่างต้องทบทวนวิธีการดำเนินงานในโลกที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น
เส้นทางการค้า กฎระเบียบ และโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานกำลังได้รับการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ นโยบายเศรษฐกิจในฐานะเครื่องมือของรัฐ ทั้งภาษีศุลกากรและมาตรการคว่ำบาตร เริ่มเข้ามามีส่วนพัวพันกับกลยุทธ์ทางธุรกิจและความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีมากขึ้น
การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านเมื่อเร็วๆ นี้ สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบพลังงานและจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่สายการเดินเรือรายใหญ่ต้องระงับการปฏิบัติการในตะวันออกกลางในเวลาไม่นานหลังจากนั้น
การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องเตือนใจว่า ห่วงโซ่อุปทานโลก ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ และภูมิศาสตร์นั้นไม่เคยเป็นกลาง
บทบาทที่เพิ่มขึ้นของอาเซียนและสภาวะที่ตัดสินใจยาก
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังอยู่ในจุดศูนย์กลางของการจัดระเบียบโลกใหม่นี้ โดยไทยเป็นภาพสะท้อนของความปั่นป่วนที่ภูมิภาคกำลังเผชิญ
ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ วิกฤตการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เรื่องภูมิศาสตร์ที่ไกลตัว แต่มันคือวิกฤติราคาเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นจริงในทันที
ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิรายใหญ่ที่สุดในเอเชียในแง่สัดส่วน ประมาณ 6% ของจีดีพีโดยนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% ของความต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่นำมาจากตะวันออกกลาง และราวหนึ่งในสามของแอลเอ็นจี ก็นำเข้าจากภูมิภาคนี้เช่นกัน
การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงนำมาสู่คำถามต่อความมั่นคงด้านพลังงาน โดยความร้ายแรงของสถานการณ์สะท้อนผ่านมาตรการของรัฐบาล ตั้งแต่การระงับการส่งออกน้ำมันและก๊าซ การอุดหนุนราคาพลังงาน ไปจนถึงการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% และการให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน (work from home)
นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา การปิดน่านฟ้าอ่าวเปอร์เซียส่งผลโดยตรงต่อสายการบินของไทยและแรงงานไทยในภูมิภาค การระงับปฏิบัติการของสายการเดินเรือรายใหญ่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตของอาเซียน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องเปลี่ยนเส้นทางและรับมือกับความล่าช้า ขณะที่ผู้นำเข้าและส่งออกของไทยได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
แม้ความพลิกผันในปัจจุบันเป็นเรื่องท้าทาย แต่การเปลี่ยนแปลงระดับโลกในวงกว้างนี้กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้อาเซียนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ ในขณะที่บริษัทต่างๆเริ่มกระจายฐานการผลิตและการลงทุน ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์และขนาดเศรษฐกิจของอาเซียนได้ทวีความสำคัญมากขึ้น
อาเซียนคือกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ด้วยปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เติบโต และข้อได้เปรียบทางประชากร ทำให้อาเซียนเป็นตัวเชื่อมต่อและตัวเร่งการเติบโตที่สำคัญ ความไม่แน่นอนของโลกมักสร้างแรงดึงดูดการลงทุนมาสู่ภูมิภาคนี้
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ยากขึ้น ประเทศในอาเซียนเผชิญกับแรงกดดันให้ต้องเลือกข้าง ทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทาน แพลตฟอร์มเทคโนโลยี และการค้า ขณะที่จุดแข็งในอดีตของภูมิภาคนี้คือ “ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์”
ในฐานะ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยต้องเผชิญกับอุปสรรคจากการปรับเปลี่ยนกำแพงภาษี ขณะที่ความผันผวนของราคาพลังงานก็เพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง
ถึงเวลาแล้วที่อาเซียนต้องตระหนักถึงบทบาทของตนเองในเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ ภูมิภาคนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้รอรับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ แต่สามารถเป็นตัวเชื่อมทางยุทธศาสตร์ที่เป็นที่รับรู้ในด้านความเป็นกลาง ซึ่งเป็นรากฐานอันทรงพลังสำหรับอนาคต
การสร้างความได้เปรียบจากความไม่แน่นอน ธุรกิจในไทยและอาเซียนควรตอบสนองอย่างไร?
เมื่อวิกฤติมาถึง สัญชาตญาณขององค์กรโดยธรรมชาติคือการหยุดนิ่ง ผู้นำชะลอการลงทุน รอความชัดเจน และหมอบรับมือ แต่สัญชาตญาณนี้มีราคาแพง งานวิจัยของ BCG แสดงให้เห็นว่า ซีอีโอหลายคนมองว่าการเคลื่อนไหวที่ล่าช้าเกินไปในช่วงที่เกิดความพลิกผันคือ สิ่งที่พวกเขารู้สึกเสียใจมากที่สุด
บริษัทที่รับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์แบบตั้งรับมักมีผลประกอบการต่ำกว่าบริษัทที่สร้างขีดความสามารถเชิงรุก ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงจากการไม่ทำอะไรมักมากกว่าความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่รอบคอบและมีแบบแผน
เพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ ผู้นำจำเป็นต้องเสริมสร้างขีดความสามารถหลัก 4 ด้าน
1. เสริมสร้างขีดความสามารถทางภูมิรัฐศาสตร์ (Build geopolitical muscle): ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสถานการณ์ที่ผู้บริหารบริษัทหลายแห่งอาจไม่ได้จำลองแผนรับมือไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งนี่คือเครื่องเตือนใจว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเร่งด่วนเชิงยุทธศาสตร์เทียบเท่ากับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) หรือความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้เป็นแค่ตัวแปรย่อย แต่คือตัวแปรหลักทางธุรกิจ ธุรกิจควรลงทุนในการวางแผนฉากทัศน์ (Scenario Planning) จำลองอนาคตที่อาจเกิดขึ้นและทดสอบแผนธุรกิจภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ในจุดนี้ AI ที่มีความสามารถเชิงพยากรณ์สามารถนำมาใช้เสริมการตัดสินใจ จำลองสถานการณ์ความพลิกผันที่หลากหลาย และช่วยให้บริษัทประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนควรมีการพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด รัฐบาลไทยและสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร และประสานงานกันเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
2. ออกแบบห่วงโซ่อุปทานใหม่เพื่อความยืดหยุ่น (Redesign supply chains for resilience): ยุคของการมองแต่เรื่องต้นทุนที่ต่ำที่สุดได้จบลงแล้ว การพึ่งพาแหล่งผลิตเพียงจุดเดียวจะเป็นการแบกรับความเสี่ยงที่จะไม่ปรากฏในงบกำไรขาดทุนจนกว่าจะสายเกินไป ธุรกิจไทยต้องตรวจสอบความเสี่ยง กระจายฐานซัพพลายเออร์ และเตรียมทางเลือกสำรอง นอกจากนี้ ควรใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าภายในภูมิภาค เช่น ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการไหลเวียนสินค้าอย่างเสรีภายในอาเซียนผ่านการยกเว้นภาษีศุลกากร ที่หลายองค์กรยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่
3. ใช้มุมมองยุทธศาสตร์แบบสามโฟกัส (Use a trifocal strategic lens): บริษัทในอาเซียนที่ประสบความสำเร็จต้องดำเนินการพร้อมกันใน 3 ระดับ ได้แก่ การเพิ่มความเชื่อมโยงภายในอาเซียน การขยายตัวไปทั่วเอเชีย และการเข้าไปมีบทบาทในเวทีโลกอย่างเลือกสรร
ยุทธศาสตร์นี้ต้องอาศัยการบริหารพอร์ตโฟลิโอเชิงรุก เมื่อเส้นทางหนึ่งปิดลง เส้นทางอื่นต้องพร้อมเปิดใช้งานทันที ตำแหน่งของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและจุดเชื่อมต่อโลจิสติกส์ของภูมิภาคคือเสาหลักอันมั่นคง แต่ผู้นำต้องต่อยอดข้อได้เปรียบเหล่านี้อย่างจริงจัง
4. สร้างสมดุลระหว่างวินัยในการดำเนินงานและความกล้าหาญทางยุทธศาสตร์ (Balance operational discipline with strategic boldness): ความไม่แน่นอนไม่ใช่เหตุผลในการชะลอการ transform บริษัทชั้นนำลงทุนในช่วงวัฏจักรขาลง พวกเขานำวิธีการแบบ Agile มาใช้ ยกระดับบุคลากร และใช้ประโยชน์จากเครื่องมือใหม่ๆ โดยเฉพาะองค์กรที่ผสมผสานเอไอเข้ากับขีดความสามารถในการเรียนรู้จะมีความพร้อมในการตอบสนองต่อความผันผวนได้ดีกว่า ด้วยเอไอองค์กรสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของการวางแผนระยะกลางถึงระยะยาวแบบเดิม โดยการจำลองหลายฉากทัศน์และปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง ช่วยให้ผู้นำรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและโอกาสกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้ดีขึ้น
และควรมีกรอบคิดแบบคู่ขนาน (Dual mindset) คือการรักษาวินัยในการดำเนินงานควบคู่กับการมองระยะยาว เพื่อจัดการกับความผันผวนระยะสั้นในขณะที่กล้าตัดสินใจเดิมพันในระยะยาวที่คู่แข่งรายอื่นอาจกังวลเกินกว่าจะทำ
เตรียมพร้อมสำหรับเส้นทางข้างหน้า
ความพลิกผันที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ย้ำเตือนเราว่า “วิกฤติครั้งต่อไป” จะไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า บริษัทที่จะเป็นผู้นำในทศวรรษหน้าจะไม่ใช่บริษัทที่หลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน แต่คือบริษัทที่สร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีกว่าคู่แข่ง
สำหรับไทยและอาเซียน การจัดระเบียบของโลกใหม่ตอกย้ำความสำคัญของการมองไกลและลงมือทำอย่างมีวิสัยทัศน์ โลกจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง คำถามคือ... คุณพร้อมแล้วหรือยัง?





