วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

'ความมั่นคง' ใกล้ตัวกว่าที่คิด | World Wide View

'ความมั่นคง' ใกล้ตัวกว่าที่คิด | World Wide View

การจัดการความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการบูรณาการระหว่าง “ความมั่นคงแบบดั้งเดิม” ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของรัฐ คู่ไปกับ “ความมั่นคงของมนุษย์” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรม และความไว้วางใจของประชาชน จะสามารถสร้างเสถียรภาพอย่างยั่งยืนได้  

งานความมั่นคง” สมัยก่อนอาจฟังแล้วดูเป็นคำหนัก ดูไกลตัว และดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับด้านการต่างประเทศ แต่จริงๆ แล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกคนคงรับรู้ได้ว่า เรื่องงานความั่นคงเขยิบเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้น และมีหลายหลายมิติมากขึ้น รวมถึงมิติด้านการต่างประเทศ 

เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้จัดงานสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “การถอดบทเรียนความมั่นคงผ่านการบูรณาการความมั่นคงของมนุษย์และความมั่นคงแบบดั้งเดิมในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งบริบทด้านการสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน การดูแลกลุ่มเปราะบาง และพัฒนาการเชิงบวกที่เกิดขึ้นในระยะหลัง รวมถึงบทบาทในการขับเคลื่อน “การทูตเศรษฐกิจ” อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย การแสวงหาตลาดและการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการสนับสนุนนักเรียนนักศึกษาที่ปัจจุบันศึกษาอยู่ในต่างประเทศกว่า 6,200 คน ซึ่งเป็นมิติด้านความมั่นคงด้านหนึ่งที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญเสมอมา

การสัมมนายังได้แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการบริหารจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ที่มีความแตกต่างทางอัตลักษณ์ ซึ่งมักนำไปสู่ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน โดยมีการหยิบยกกรณีศึกษาจากต่างประเทศมาวิเคราะห์เพื่อสกัดบทเรียนที่นำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของไทยได้ หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือความขัดแย้งในเขตโดฟาร์ของประเทศโอมาน ซึ่งรัฐบาลได้ใช้แนวทางบูรณาการระหว่างมิติความมั่นคงและการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยมีการแยกกลุ่มผู้เห็นต่างออกจากกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง เปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างกลับเข้าสู่กระบวนการของรัฐ พร้อมทั้งสร้าง “เรื่องเล่าใหม่” ที่เชื่อมโยงรัฐกับประชาชนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนด้านสวัสดิการ และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างทั่วถึง แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐและลดช่องว่างทางความรู้สึกระหว่างรัฐกับประชาชน จนนำไปสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน 

อีกกรณีหนึ่งคือแอฟริกาใต้ ซึ่งเผชิญกับความขัดแย้งจากนโยบายแบ่งแยกสีผิว กระบวนการสันติภาพใช้เวลายาวนานกว่า 40 ปี และอาศัยความต่อเนื่องของเจตจำนงทางการเมืองเป็นสำคัญ การพูดคุยเกิดขึ้นทั้งในระดับทางการและไม่เป็นทางการบนพื้นฐานของความเชื่อว่า “การพูดคุยคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา” ควบคู่กับการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การเยียวยาผู้เสียหาย และการสร้างความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบและยังมีความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ก็สามารถนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันได้ในที่สุด 

ในกรณีของโคลอมเบีย ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองกำลัง FARC ได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการเจรจาที่เป็นทางการและต่อเนื่อง โดยมีการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศภายใต้ข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมการปลดอาวุธ การคืนสู่สังคมของอดีตสมาชิกขบวนการ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การพัฒนาชนบทและการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมถึงการจัดตั้งกลไกยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อค้นหาความจริงและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ บทเรียนจากโคลอมเบียยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหาร “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจที่อาจเปิดช่องให้กลุ่มอื่นเข้ามาแทรกแซง

จากกรณีต่างๆ จะเห็นว่า การจัดการความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการบูรณาการระหว่าง “ความมั่นคงแบบดั้งเดิม” ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของรัฐ หากดำเนินคู่ไปกับ “ความมั่นคงของมนุษย์” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรม และความไว้วางใจของประชาชน ก็จะสามารถสร้างเสถียรภาพอย่างยั่งยืนได้  

สำหรับสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้าง มีพื้นฐานในการเคารพความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และอัตลักษณ์ เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงมีศักยภาพในการพัฒนาแนวทางการจัดการความขัดแย้งในบริบทของตนเอง โดเมื่อผสานทั้งมิติความมั่นคง การพัฒนา และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน ก็จะสามารถปูทางไปสู่สันติภาพที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวได้เช่นกัน