การปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ปิดกั้นการไหลเวียนของพลังงานบางส่วนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและการขนส่งบอกว่า แม้เส้นทางเดินเรือนี้เปิดในวันนี้ (1 เม.ย.) หรือวันรุ่งขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลกยังคงเกิดขึ้นอีกนาน แม้จากเรือต่างๆ ได้รับอนุญาตให้แล่นผ่านได้แล้วก็ตาม
นิลส์ ฮอปท์ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กรของ Hapag-Lloyd บริษัทขนส่งทางทะเลรายใหญ่ของเยอรมนี กล่าวว่า เมื่อสงครามสิ้นสุดอย่างเป้นทางการ การทิ้งระเบิดยุติ ไม่ได้หมายความว่าสงครามจบแล้วสำหรับโลจิสติกส์ เพราะของจริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้น
“เราจะได้เห็นเรือหลายร้อยลำที่ต้องการแวะท่าเรือสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย เรือคอนเทนเนอร์จำนวนมากจะไปในภูมิภาคและพวกเราจะได้เห็นว่าการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เข้าและออกจากอ่าวเปอร์เซีย” ฮอปท์กล่าวกับอัลจาซีรา
ตามรายงานขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่า ปัจจุบันมีเรือ 2,000 ลำ ค้างอยู่ในภูมิภาคท่ามกลางการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน และเปิดให้เรือเพียงไม่กี่ลำจากประเทศพันธมิตรเท่านั้นที่สามารถผ่านช่องแคบได้ และในนั้นมีเรือ 400 ลำ อยู่ใกล้อ่าวโอมานด้วย ซึ่งบ่งชี้ว่ายังมีเรือขนส่งหลายลำที่รอช่องแคบเปิดอีกครั้ง
เรือบางลำเปลี่ยนเส้นทางไปยังคลองสุเอซ หรือเดินทางไกลกว่านั้นไปยังแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของแอฟริกาเพื่อขนส่งไปยังเอเชียและยุโรป ส่วนการขนส่งน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียเปลี่ยนไปจัดส่งผ่านทะเลแดง เพื่อเลี่ยงเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ
สเวน ริงบักเคน กรรมการผู้จัดการ Norwegian Shipowners’ Mutual War Risks Association กล่าวว่า แม้สิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ดำเนินการเต็มกำลัง แต่อาจต้องใช้เวลาในการระบายสินค้าที่คงค้างอยู่ เช่น น้ำมัน ก๊าซ และสินค้าอื่นๆ ที่ขนถ่ายจากเรือ
ริงบักเคนบอกว่า การดำเนินงานดังกล่าวอาจทำได้ยากขึ้นไปอีก หากการโจมตีทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการขนส่งทั่วตะวันออกกลาง
ตามรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ ระบุว่า มีทรัพย์สินด้านพลังงานมากกว่า 40 แห่ง ในภูมิภาคถูกโจมตีอย่างรุนแรง หรือรุนแรงมาก โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันและก๊าซ รวมทั้ง QatarEnergy, Kuwait Petroleum Company, และ Bahrain’s Bapco Energies
“สั้นๆ คือ อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการทำให้ห่วงโซ่อุปทานการขนส่งกลับมาเป็นปกติ เพราะยังมีสินค้าคงค้าง” ริงบักเคนกล่าว และเสริมว่า สายการผลิตต่างๆ หยุดดำเนินงานผลิตสินค้าหลายอย่าง เพราะขาดที่จัดเก็บ นอกจากนี้โครงสร้างพื้นฐานการผลิตและท่าเรือมีความเสียหายเกิดขึ้นด้วย
สภาพแวดล้อมการขนส่งเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง
การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหรานเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลที่เริ่มต้นขึ้นวันที่ 28 ก.พ. นั้น ทำให้อุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติแหลวหยุดชะงักราว 20% ของโลก และดันราคาพลังงานพุ่งทั่วโลก และส่งผลไปถึงการส่งออกปิโตรเคมี ปุ๋ย และวัตถุดิบที่ใช้ผลิตพลาสติก
วิกฤตินี้ก็ให้เกิดคำถามว่าบริษัทเดินเรือจะจัดการกับธุรกิจของตนอย่างไรในอนาคต รวมถึงการคำนวณความเสี่ยง
เอสวี อันชันประธาน Safesea กลุ่มบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ระดับโลกของสหรัฐ บอกว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการเข้าถึงเท่านั้น การเกิดขึ้นของภัยคุกคามแบบไม่สมมาตร รวมถึงความสามารถในการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมด้านความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง
“แม้ว่าจะมีการเปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ การกลับคืนสู่สภาวะปกติจะต้องอาศัยความมั่นคงในระยะยาว” อันชันกล่าว และว่าเจ้าของเรือ ผู้เช่าเรือ และบริษัทประกันภัย จะต้องการความสม่ำเสมอ การรับประกันความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ และกรอบการบริหารความเสี่ยงที่เป็นระบบ ก่อนที่จะดำเนินงานในระดับที่ใหญ่ขึ้น”
มาร์โก ฟอร์จิโอเน ผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบัน Chartered Institute of Export & International Trade ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพที่ส่งเสริมการค้าเสรีในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมนี้อาจยืดเยื้อยาวนาน
“การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ขนส่งสินค้าในด้านความปลอดภัยของช่องแคบจะต้องอาศัยการรับประกันความมั่นคงซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี” ฟอร์จิโอเนกล่าวกับอัลจาซีรา พร้อมเสริมเหตุผลว่า เตหะรานสามารถปิดกั้นการขนส่งสินค้าได้ด้วยการข่มขู่เพียงอย่างเดียว
ฟอร์จิโอเนกล่าวว่า การประกันภัยได้กลายเป็น “แรงกดดัน” สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเนื่องจากเบี้ยประกันตัวเรือและสินค้าเพิ่มขึ้นมากถึง 300% และบริษัทขนส่งสินค้าสามารถรับมือกับการเพิ่มขึ้นนี้ได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ด้านออสการ์ เซคาลี ซีอีโอ NSI Insurance Group กล่าวว่า การทำให้ความคุ้มครองความเสี่ยงจากสงครามกลับสู่ระดับปกติ
“การแก้ไขปัญหาต้องมีความมั่นคงถาวรอย่างแท้จริง และรับประกันความปลอดภัยได้ 100%ไม่ใช่เพียงบางส่วนหรือ 90%
ตัวอย่างทะเลแดงมีให้เห็น
ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ข่าวกรองทางทะเล Lloyd’s List เผยว่า มีเรือเพียงไม่กี่ลำเท่านั้นที่ผ่านช่องแคบหลังจากได้รับอนุญาตจากเตหะราน
มีรายงานว่าเรือลำหนึ่งจ่ายเงิน 2 ล้านดอลลาร์เพื่อขอสิทธิ์ในการผ่านช่องแคบขณะที่สภานิติบัญญัติของอิหร่านเพิ่งอนุมัติกฎหมายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านช่องแคบในสัปดาห์ที่ผ่านมา
นิก มาร์โร นักวิเคราะห์ชั้นนำด้านการค้าโลกจาก Economist Intelligence Unit กล่าวว่า ระดับความปลอดภัยที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการนั้นยากที่จะรับประกันได้ หากพิจารณาจากเหตุการณ์ล่าสุดในทะเลแดง
บริษัทขนส่งสินค้าต่างๆ ได้ระงับการดำเนินงานในทะเลแดงดังกล่าวชั่วคราวในช่วงปลายปี 2023 เนื่องจากกลุ่มฮูตีที่อิหร่านสนับสนุนโจมตีเรือพาณิชย์ และแม้ว่าการขนส่งสินค้าจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งแล้ว แต่ปริมาณการขนส่งยังคงต่ำกว่าระดับก่อนปี 2023 เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่
“ยังคงมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความยั่งยืนของการหยุดยิง หรือการลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้ง และนั่นเป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง สถานการณ์ที่นั่นเป็นไปอย่างติดๆ ขัดๆ” มาร์โร ยกตัวอย่าง
มาร์โรคาดการณ์ด้วยว่า การปิดช่องแคบอาจผลักดันให้บริษัทต่างๆ เปลี่ยนไปใช้เส้นทางการค้าที่หลากหลายมากขึ้น คล้ายกับช่วงโควิด-19 ที่ผลักดันให้ผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตออกจากจีน
"ผมคิดว่าด้วยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ (ผู้ผลิต)อาจต้องคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยงแบบถาวร มากกว่าจะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อรับมือกับสงครามอิหร่าน”
เซคาลีจาก NSI คาดการณ์ว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้ประเทศผู้ส่งออกตระหนักถึงความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยง กระตุ้นให้ประเทศและบริษัทต่างๆ สำรวจเส้นทางการค้าทางเลือกอื่นๆ โดยการพิจารณาจากเหตุผลเชิงกลยุทธ์และการเมือง





