สงครามกับอิหร่านผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน และขยายวงเมื่อกลุ่มฮูตีในเยเมนร่วมโจมตีตอบโต้กับอิหร่าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องเผชิญกับทางเลือกหนักหน่วงเมื่อราคาพลังงานเพิ่มสูงสวนทางเรตติงที่ลดน้อยลงทุกขณะ
แม้ความพยายามทางการทูตจะดำเนินไปอย่างเต็มที่ แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐและอิสราเอลยังคงรับมือกับวิกฤติตะวันออกกลางขยายวง เมื่ออิหร่านยังคงท้าทายด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซและกระหน่ำยิงขีปนาวุธและโดรนไปทั่วภูมิภาค โดยในวันเสาร์ (28 มี.ค.) กลุ่มฮูตีในเยเมนเข้ามาผสมโรงโจมตีอิสราเอลเป็นครั้งแรก สถานการณ์ยิ่งดุเดือด
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คำถามสำคัญของนักวิเคราะห์ในขณะนี้คือทรัมป์พร้อมถอยหรือยิ่งเร่งมือในสงครามที่เขาสร้างขึ้นเองซึ่งจุดชนวนอุปทานพลังงานโลกชะงักงันรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ความขัดแย้งขยายไปไกลเกินตะวันออกกลาง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวรายหนึ่งเผย ทรัมป์ ได้บอกกับผู้ช่วยว่า เขาต้องการหลีกเลี่ยง “สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น” และหาทางออกด้วยการเจรจา โดยเน้นย้ำถึงระยะเวลาการสู้รบสี่ถึงหกสัปดาห์ที่เขาได้แถลงต่อสาธารณะไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวว่ากรอบเวลาดังกล่าวดู “ไม่แน่นอน”
ในเวลาเดียวกันทรัมป์ขู่ว่า หากเจรจาไม่ได้ผลจะยกระดับทางทหารครั้งใหญ่
การที่ทรัมป์เสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อให้อิหร่านผ่านทางปากีสถานบ่งชี้ว่า ทรัมป์จำเป็นต้องการหาทางออกโดยเร็ว แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าการเจรจาจะได้ผลหรือไม่
“ประธานาธิบดีทรัมป์มีทางเลือกไม่ดีนักในการยุติสงคราม ความท้าทายหนึ่งคือไม่ทราบแน่ชัดว่า ทางออกที่น่าพอใจคืออะไร” โจนาธาน เพนิคอฟ อดีตผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐประจำตะวันออกกลางกล่าว
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึี่งยืนกรานว่า การโจมตีอิหร่าน “จะจบเมื่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดตัดสินว่าบรรลุเป้าหมายของเขาแล้ว” และว่า ทรัมป์ได้วางเป้าหมายไว้ชัดเจน
เดิมพันที่เห็นได้ชัดคือ ทรัมป์ส่งทหารสหรัฐเข้าไปเพิ่มในตะวันออกกลางอีกหลายพันนายเป็นการเตือนอิหร่านว่าหากไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของเขา จะถูกโจมตีอย่างรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการใช้กำลังทหารภาคพื้นดินด้วย
เหล่านักวิเคราะห์กล่าวว่า การแสดงพลังดังกล่าวอาจต้องการสร้างข้อได้เปรียบให้รัฐบาลเตหะรานยอม แต่ก็เสี่ยงดึงสหรัฐเข้าสู่ความขัดแย้งยืดเยื้อ การประกาศส่งทหารเข้าไปรบในดินแดนอิหร่านส่อเค้าทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันหลายคนไม่พอใจ
อีกหนึ่งฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ในทัศนะนักวิจารณ์คือสหรัฐอาจเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายในปฏิบัติการ “Epic Fury” เพื่อลดขีดความสามารถทางทหารและสถานที่ตั้งโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านลงอีก จากนั้นทรัมป์จะประกาศชัยชนะและถอนตัวออกไป โดยกล่าวว่าเป้าหมายของสงครามได้บรรลุผลแล้ว
แต่การอ้างดังกล่าวย่อมไม่น่าเชื่อถือหากช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เปิดโดยสมบูรณ์ ซึ่งถึงขณะนี้อิหร่านยังไม่อนุญาตให้เปิด และทรัมป์ไม่พอใจที่พันธมิตรยุโรปไม่ยอมส่งเรือรบมาช่วยดูแล
มีรายงานข่าวมาตลอดว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังเตรียมการส่งทหารราว 3,000 นายจากหน่วยพลร่มที่ 82 ของกองทัพบกไปยังตะวันออกกลางควบคู่กับนาวิกโยธินอีกสองหน่วยไปช่วยปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน
ผู้เชี่ยวชาญทางทหารกล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า หากพิจารณาจากจำนวนทหารดูเหมือนเป็นแผนปฏิบัติการแบบแยกส่วนในเวลาจำกัด มากกว่าเป็นการสู้รบทางบกแบบยืดเยื้อ
ด้วยเหตุนี้โลกจึงจับตาว่า สหรัฐจะยึดสองเกาะยุทธศาสตร์และวัตถุนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือไม่
ซีเอ็นบีซีสอบถามไปยังทำเนียบขาว แอนนา เคลลี โฆษกระบุทางอีเมล
“คำประกาศทุกอย่างเกี่ยวกับการส่งทหารจะออกจากกระทรวงสงคราม อย่างที่เราเคยกล่าวไปแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์มักมีทุกตัวเลือกทางทหาร”
เมื่อวันพฤหัสบดี (26 มี.ค.) ทรัมป์ขยายเส้นตายอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซไปอีก 10 วันจนถึงวันที่ 6 เม.ย. อ้างว่า การเจรจากับเตหะราน “กำลังไปได้สวย” แต่หลายคนมองว่าดูเหมือนเป็นการซื้อเวลาส่งทหารรุกอิหร่านภาคพื้นดิน
พันโทแดเนียล เดวิส อดีตนายทหารกองทัพบกสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มคลังสมอง Defense Prioritiesประเมินว่าน่าจะมี “พลปืน” หรือทหารราบเพียงประมาณ 4,000 ถึง 5,000 นายเท่านั้นที่ถูกส่งไปประจำการ"
“แค่นั้นก็เพียงพอที่จะยึดเป้าหมายขนาดเล็กไว้ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง คุณต้องเข้าใจว่า แม้แต่กองพลทหารพลร่มที่ 82 ก็เป็นกองกำลังตอบโต้ฉับพลันที่สามารถตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วบนพื้นดิน แต่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้กองกำลังที่ใหญ่กว่าเข้ามาโจมตีในภายหลังเท่านั้น”
“ผมไม่เห็นหลักฐานใดๆ ว่ามีการพิจารณาใช้กำลังขนาดใหญ่เลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการแจ้งเตือน การเตรียมพร้อม การจัดหาอุปกรณ์ หรือการฝึกฝนที่จำเป็น... ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะทำได้” เดวิสสรุป
เปิดสามฉากทัศน์ก้าวต่อไปของสหรัฐ
ด้วยจำนวนทหารบกที่ส่งไปจำกัด เดวิสมองว่า มีสามฉากทัศน์ในทางทฤษฎีที่สหรัฐสามารถทำได้
ฉากทัศน์ที่ 1 คือ ยึดเกาะเกชม์ ที่ตั้งอยู่ “บริเวณส่วนโค้งรูปเกือกม้าของช่องแคบฮอร์มุซ”
เกาะเกชม์อยู่นอกชายฝั่งอิหร่านทางตอนใต้ เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย มีรายงานว่าเกาะทรงลูกศรแห่งนี้มีการเก็บรักษาขีปนาวุธต่อต้านเรือ ทุ่นระเบิด โดรน และยานโจมตีไว้ในอุโมงค์ใต้ดิน เกาะเกชม์จึงอาจเป็นเป้าหมายของสหรัฐ
เป้าหมายที่ 2 อาจเป็นเกาะคาร์ก ศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่าน ส่วนฉากทัศน์ที่ 3 คือการบุกเข้ายึดวัตถุนิวเคลียร์แปรรูปมากกว่า 400 กิโลกรัม โดยมีเงื่อนไขว่าสหรัฐจะต้องสามารถระบุตำแหน่งและวัตถุเหล่านั้นรวมในที่เดียวกันมากพอที่จะบุกเข้าไปยึดได้
เกาะคาร์ก เป็นเกาะปะการังห่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่อิหร่านราว 24 กม. มักถูกพูดถึงในฐานะ “หัวใจแห่งความอยู่รอดของอุตสาหกรรมน้ำมัน” ประเมินว่า การส่งออกน้ำมันดิบราว 90% ของอิหร่านต้องผ่านเกาะนี้ก่อนบรรจุลงเรือเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ความสำคัญทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านทำให้เกาะคาร์กเสี่ยงตกเป็นเป้าทางทหาร แม้นักวิเคราะห์กล่าวว่า การยึดเกาะคาร์กต้องใช้ปฏิบัติการทางบก ซึ่งสหรัฐเคยลังเล
“แนวคิดหลักคือขัดขวางไม่ให้อิหร่านใช้เกาะเหล่านั้นได้คุณอาจเจอกับอาวุธมากมายทั้งทุ่นระเบิด ขีปนาวุธ และขีปนาวุธร่อน... แต่ภัยคุกคามเหล่านั้นส่วนใหญ่ถูกกำจัดไปแล้วหรือลดประสิทธิภาพลงอย่างมาก ดังนั้นภารกิจจึงสามารถดำเนินการได้แน่นอน คำถามที่แท้จริงคือจะใช้เวลานานแค่ไหน และเมื่อใดน้ำมันจึงจะกลับมาไหลเวียนได้อีกครั้ง”เควิน โดเนแกน อดีตพลเรือโทและอดีตผู้บัญชาการกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐให้สัมภาษณ์กับรายการ “Morning Call” ของซีเอ็นบีซีเมื่อวันพุธ (25 มี.ค.)
ในวันเดียวกันนั้น โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านกำลังรอรับการโจมตี “จากศัตรู” เพื่อพยายามยึดครองเกาะหนึ่งของอิหร่าน
"กองกำลังติดอาวุธของเรากำลังจับตาทุกความเคลื่อนไหวของศัตรูอย่างใกล้ชิด ถ้าล้ำเส้นล่ะก็โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมดของประเทศในภูมิภาคจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งโดยไม่มีข้อจำกัด” กาลิบัฟโพสต์ X
สหรัฐไม่รบยาว
รูเบน สจ๊วต นักวิจัยรับเชิญด้านการรบภาคพื้นดินของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อยุทศาสตร์ศึกษา หรือกลุ่มคลังสมองไอไอเอสเอส กล่าวว่า จำนวนทหารสหรัฐที่กำลังเตรียมการส่งเข้าไปไม่สอดรับกับการสู้รบภาคพื้นดินยืดเยื้อ
“สิ่งที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัดคือหน่วยยานเกราะหนัก ระบบสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และโครงสร้างการบังคับบัญชาที่จำเป็นสำหรับสงครามภาคพื้นดินที่ยืดเยื้อ ในทางปฏิบัติแล้ว นี่คือกองกำลังที่สามารถปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วและเลือกเป้าหมายได้ แต่ไม่ใช่กองกำลังที่สามารถปฏิบัติการลึกเข้าไปในอิหร่านหรือเป็นระยะเวลานานได้” สจ๊วตกล่าวพร้อมเสริม
“การยึดเกาะคาร์กนั้นเป็นไปได้ในทางเทคนิค แต่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย เนื่องจากเกาะนี้เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ในทางตรงกันข้าม การยึดวัตถุนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วยกำลังทหารชุดนี้เป็นไปได้ยากที่สุด เพราะจะต้องใช้กำลังภาคพื้นดินที่ใหญ่กว่าและต่อเนื่องกว่ามาก”
สจ๊วตมองว่า ด้วยระดับการส่งกำลังที่ค่อนข้างจำกัดนั้นเข้าใจได้ว่าเป็นแค่เครื่องมือในการบีบบังคับ เนื่องจากรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์พยายามเพิ่มอำนาจต่อรองและส่งสัญญาณว่าตนมีทางเลือกอื่นหากการเจรจาทางการทูตล้มเหลว
สงครามกระทบเศรษฐกิจโลก
สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นแนวโน้มเศรษฐกิจโลกซบเซาตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วน และบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องจำกัดการใช้เชื้อเพลิงและอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางที่สุดในประเทศ
ถึงขณะนี้ยังมีการโจมตีและตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องพุ่งเป้าโรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน แหล่งก๊าซ และท่าเทียบเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ส่อเค้าสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกไปอีกหลายเดือน หรืออาจหลายปี
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มี.ค.อิหร่านโจมตีโรงงานก๊าซธรรมชาติราซลัฟฟันของกาตาร์ ซึ่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 20% ของโลก ทำลายขีดความสามารถในการส่งออกแอลเอ็นจีของกาตาร์ไปถึง 17% การซ่อมแซมต้องใช้เวลาห้าปี
นอกจากนี้สงครามยังทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันตั้งแต่เริ่มต้น อิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันหนึ่งในห้าของโลกต้องปิดไปโดยปริยาย เมื่อิหร่านขู่โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่พยายามแล่นผ่าน
ประเทศส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียอย่างคูเวตและอิรักลดเพดานการผลิตลง เพราะส่งออกไม่ได้ แต่ละวันน้ำมันหายไป 20 ล้านบาร์เรล ซึ่งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เรียกว่า “อุปทานปั่นป่วนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก”
ในวันศุกร์ (27 มี.ค.)ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวสูงขึ้น 3.4% ปิดที่ 105.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากประมาณ 70 ดอลลาร์ก่อนสงครามเริ่มต้นขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐ (WTI)ปรับตัวสูงขึ้น 5.5% ปิดที่ 99.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กีตา โกปินาถ อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รายงานการเติบโตของเศรษฐกิจโลกล่าสุด ที่คาดการณ์ไว้ก่อนสงครามว่า ปีนี้ขยายตัว 3.3% จะลดลง 0.3%-0.4% หากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 85 บาร์เรลในปี 2026
ปุ๋ยขาดแคลนเกษตรกรเจ็บหนัก
ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยสำคัญสองชนิดในสัดส่วนที่มาก โดยยูเรียคิดเป็นหนึ่งในสาม และแอมโมเนียคิดเป็นหนึ่งในสี่ ผู้ผลิตในภูมิภาคนี้ได้เปรียบตรงที่สามารถเข้าถึงก๊าซธรรมชาติราคาถูกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับปุ๋ยไนโตรเจนได้ง่าย
40% ของปุ๋ยไนโตรเจนที่ส่งออกไปทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุส เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิด ราคาปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้น 50% ตั้งแต่เริ่มสงคราม ปุ๋ยแอมโมเนียเพิ่มขึ้น 20%
เคลลี ซู นักกลยุทธ์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัทอัลไพน์ มาโครเขียนในบทวิเคราะห์ว่า บราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องนำเข้าปุ๋ยถึง 85% ขณะที่อียิปต์ซึ่งเป็นผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่เช่นกัน จำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตปุ๋ย เมื่อมีไม่พอการผลิตก็ชะงักงัน





