การที่เรือกองทัพเรือประเทศหนึ่งแวะจอดเทียบท่า ณ ประเทศอื่น นอกเหนือจากเป็นการพักเรือ เตรียมเสบียง ซ่อมบำรุง และให้ลูกเรือได้พักผ่อนหย่อนใจแล้ว การแวะจอดยังเป็นการแสดงสัมพันธไมตรีกับเจ้าภาพด้วย ซึ่งเรือหลายประเทศมาแวะจอดที่ไทยอยู่เสมอ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ถึงคิวของ เรือยูเอสเอสบลูริดจ์ (USS Blue Ridge: LCC19) เรือธงกองเรือที่ 7 ของสหรัฐ เดินทางมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ตามกำหนดการ หลังจากเคยมาเยือนไทยครั้งล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย.2567 สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมเรือและได้พูดคุยกับ
นาวาเอกหลุยส์ คาตาลิน่า ผู้บังคับการเรือ ด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง แม้อากาศร้อนระอุ
ผู้การฯ เล่าว่า ในฐานะเรือธง ยูเอสเอสบลูริดจ์ มีหน้าที่สองอย่าง อย่างแรกคือการให้บริการระดับเวิลด์คลาส 5CI ได้แก่ control, command, communication, cyber ,computer และ intelligence ในการบัญชาการกองเรือที่ 7 กลางท้องทะเล ส่วนหน้าที่ประการที่ 2 เรือบลูริดจ์มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์กับมิตรประเทศและหุ้นส่วน ซึ่งไทยเป็นพันธมิตรเก่าที่สุดประเทศหนึ่งของสหรัฐในอินโดแปซิฟิก
“นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นพันธมิตรที่ยั่งยืนระหว่างเรา” ผู้การฯ คาตาลิน่า กล่าวและว่า กองเรือที่ 7 มีฐานปฏิบัติการในญี่ปุ่น รับผิดชอบแปซิฟิกตะวันตกและมหาสมุทรอินเดีย การแวะมาท่าเรือแหลมฉบังครั้งนี้ก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และความรับผิดชอบของสหรัฐต่ออินโดแปซิฟิกที่เปิดกว้างและเสรี
"ผมทราบมาว่า ลูกเรือตื่นเต้นมากเลยครับที่ได้มาที่นี่เพื่อได้ชื่นชมกับวัฒนธรรมของไทย เรามั่นใจว่าเราจะมีช่วงเวลาที่ดีในการสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนแสนน่ารักของประเทศที่สวยงามแห่งนี้ครับ" ผู้การฯ แอบหยอดก่อนเล่าต่อว่า กองเรือที่ 7 ของสหรัฐนั้นตัวผู้บัญชาการ กองเรือ และทีมงาน ถูกส่งไปประจำการที่ส่วนหน้า ณ ฐานทัพเรือโยโกสุกะในญี่ปุ่นใจกลางอินโดแปซิฟิก ส่วนเรือยูเอสเอสบลูริดจ์ก็เดินทางไปทั่วแปซิฟิกตะวันตกและมหาสมุทรอินเดีย
ในฐานะผู้บังคับการเรือ เดินทางมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ เมื่อมาประจำการในอินโดแปซิฟิก น่าสนใจว่าอะไรคือภัยคุกคามใหญ่สุดในภูมิภาคนี้ ผู้การฯ ตอบอย่างไม่ลังเล
“ความปลอดภัยและความมั่นคงทางทะเลครับ เราต้องการทำให้แน่ใจได้ว่า เรามีเสรีภาพการเดินเรือในอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง”
ส่วนการตัดสินใจที่ยากที่สุดท้าทายที่สุดบนเรือยูเอสเอสบลูริดจ์ ผู้การฯ กล่าวว่า การเป็นผู้บังคับการเรือมีความรับผิดชอบมากมาย
“ผมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของกำลังพล ความปลอดภัยของเรือ และความปลอดภัยในทุกเส้นทางการเดินเรือในอินโดแปซิฟิก ซึ่งผมรักภาคภูมิใจในการทำหน้าที่ และจะทำอย่างดีที่สุดครับ”
ก่อนถึงเมืองไทยยูเอสเอสบลูริดจ์มาจากฟิลิปปินส์ การเดินทางจะต้องแล่นผ่านทะเลจีนใต้ จุดฮอตสปอตในอินโดแปซิฟิก ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการเผชิญหน้ากับเรือจีน หรือพบความผิดปกติ/ภัยคุกคามต่อเสรีภาพในการเดินเรือบ้างหรือไม่ ผู้การฯ คาตาลิน่า กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้เรื่องการเผชิญหน้ากับเรือจีน แต่สิ่งที่ให้ความสำคัญระหว่างการลาดตระเวนคือต้องการให้การเดินเรือและลูกเรือทุกคนปลอดภัย
“ความท้าทายก็คือเรือประมงทุกลำ แต่ผมก็มั่นใจในทีมควบคุมเรือ ไว้ใจทีมวิศวกรทำให้เราใช้ความเร็วได้ดังต้องการแต่เหนือสิ่งอื่นใด มันเป็นการเดินทางที่สวยงามและท้าทายมากกับการจราจรทางทะเลที่หนาแน่นตลอดทะเลจีนใต้”
ด้วยภารกิจหนาแน่น การพูดคุยกับผู้สื่อข่าวจึงมีเพียง 10 นาที ท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางอันร้อนแรง ผู้สื่อข่าวถามคำถามสุดท้ายถึงปลายทางถัดไปหลังจากเมืองไทย ยูเอสเอสบลูริดจ์จะไปตะวันออกกลางหรือไม่ ซึ่งผู้การฯ คาตาลิน่า ไม่สามารถตอบคำถามได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติการ
“แต่ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับการเยือนประเทศไทยครับ” คำตอบสั้นๆ แต่บ่งบอกชัดเจนถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นยาวนาน
รู้จักเรือยูเอสเอสบลูริดจ์ เรือธงเมื่อชาติต้องการ
ยูเอสเอสบลูริดจ์ (LCC 19) ตั้งชื่อตามเทือกเขาบลูริดจ์ ในทิวเขา Appalachian ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกา และปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในกองเรือแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดในน่านน้ำเวียดนามเหนือ ปี 2516 การอพยพคนจากเมืองไซง่อน ประเทศเวียดนาม ปี 2518 และปฏิบัติการในฐานะเรือธงของผู้บัญชาการ กองบัญชาการกลางกองทัพเรือสหรัฐฯ ระหว่างปฏิบัติการ Operations Desert Shield และ Desert Storm ในปี 2533 และ 2534 เป็นเวลา 9 เดือนครึ่ง
ยูเอสเอสบลูริดจ์ ออกแบบมาตั้งแต่ต้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการบัญชาการและการสื่อสาร ในการสนับสนุนปฏิบัติการยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ โดยประจำการมาตั้งแต่ปี 2522 ในฐานะเรือบัญชาการของกองเรือที่ 7 และออกปฏิบัติการในพื้นที่เมืองโยโกสุกะ ประเทศญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้เข้าสู่น่านน้ำของสหรัฐอเมริกาเลยเป็นเวลา 31 ปี ยกเว้นที่เกาะกวม ถือเป็นเรือสหรัฐที่มีประวัติการออกปฏิบัติการต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือสหรัฐ
ปัจจุบัน เรือขนาดน้ำหนัก 18,500 ตันลำนี้ เป็นเรือบัญชาการที่มีสมรรถนะสูงที่สุดที่เคยมีมา ทั้งยังมีระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก ซึ่งช่วยให้ผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 และกำลังพลสามารถปฏิบัติการของกองกำลังสหรัฐ และกองทัพเรือของชาติพันธมิตร จากระยะไกลได้ทั่วภูมิภาค
ยูเอสเอสบลูริดจ์เป็นเรือเพียงลำเดียวของกองทัพเรือสหรัฐซึ่งมีผู้บัญชาการกองเรือและกำลังพลประจำอยู่ตลอดทั้งปี และยังทำหน้าที่เป็นเรือธงของกองกำลัง Commander Joint Task Force (CJTF) เมื่อชาติต้องการอีกด้วย





