นักเศรษฐศาสตร์ดัง นูเรียล รูบินี ชี้ทรัมป์มีแนวโน้มจะยกระดับสงครามกับอิหร่าน และจะก่อให้เกิดความเสี่ยง Stagflation “ภาวะเศรษฐกิจโลกชะงักงันเงินเฟ้อสูงแบบยุค 1970"
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะยกระดับสงครามกับอิหร่าน เสี่ยงเกิด “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงอย่างเช่นในทศวรรษ 1970” หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนชื่อดัง นูเรียล รูบินี ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี
ในการสนทนากับแคโรลิน รอธ ผู้สื่อข่าวซีเอ็นบีซี ที่ฟอรัมแอมโบรเซตติในเมืองแชร์โนบิโอ ประเทศอิตาลีเมื่อวันศุกร์ (27มี.ค.69) รูบินี ผู้เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากการคาดการณ์วิกฤตการเงินโลกปี 2008 ปฏิเสธมุมมองที่ว่าทรัมป์ “กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อหาทางลง” ยุติสงคราม ขณะที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดการเงินดูจะมองในแง่ดีเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการยุติความขัดแย้ง
“มีคนให้เหตุผลว่า … คะแนนนิยมของเขาตก เขาอยากให้สงครามนี้จบลงเพราะมันจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การเติบโต เงินเฟ้อ และการเลือกตั้งกลางเทอม” เขากล่าว โดยอ้างถึงการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน “แต่ถ้าคุณลองคิดดู ความเสียหายมันเกิดขึ้นไปแล้ว ถ้ามีการหยุดยิงโดยมีเงื่อนไขแบบที่อิหร่านต้องการ เขาจะดูเหมือนผู้แพ้ ความน่าเชื่อถือของเขาจะอ่อนแอลง และเขาจะต้องแพ้การเลือกตั้งแน่ๆ”
“ข้อโต้แย้งของผมคือ ในทางที่แย้งกับสามัญสำนึก เขาจะตัดสินใจยกระดับสถานการณ์” รูบินีกล่าวถึงตัวทรัมป์ “เขาจะยกระดับด้วยการเข้าควบคุมเกาะคาร์ก (Kharg Island) และยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิด ร่วมกับอิสราเอล โจมตีผู้นำอิหร่านและโครงสร้างทางทหารของประเทศนั้นต่อไป” เขาอธิบายสถานการณ์หนึ่งที่ว่า “ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี สงครามอาจจะยืดเยื้อออกไปอีกเล็กน้อยเพราะการยกระดับนี้ แต่จากนั้นก็อาจเกิดการล่มสลายของระบอบการปกครองของอิหร่านได้”
รูบินี กล่าวว่า เรื่องนี้อาจหมายความว่าราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นในระยะสั้น แต่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ได้เรียกร้องให้เกิดขึ้นในอิหร่าน อาจทำให้ “โลกอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าในแง่เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์”
แต่เขาเตือนถึงอีกสถานการณ์หนึ่งที่ หลังจากทรัมป์ยกระดับความขัดแย้งแล้ว “ฝ่ายอิหร่านยังคงสามารถปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของประเทศในอ่าวต่อไปได้ คุณก็จะลงเอยด้วยภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงอย่างในทศวรรษ 1970”
“ผมคิดว่า ณ จุดนี้เขาจะยกระดับสถานการณ์ จากมุมมองของเขา การเสี่ยงครั้งนี้คุ้มค่า เมื่อพิจารณาจากมูลค่าเชิงทางเลือกของการชนะสงคราม” เขากล่าว
ในคืนวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะขยายระยะเวลาการ “หยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน” ออกไปอีก 10 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาข้อตกลงสันติภาพ การระงับปฏิบัติการจะสิ้นสุดในวันที่ 6 เมษายน ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า “การเจรจายังคงดำเนินอยู่ และ … กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดี”
คำแถลงนี้มีขึ้นขณะเดียวกับที่สหรัฐฯ ได้ส่งทหารเพิ่มเติมอีกหลายพันนายเข้าสู่ตะวันออกกลาง
แม้รูบินีจะกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ฉากทัศน์พื้นฐานของเขาไม่ใช่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจเงินเฟ้อสูงหรือภาวะถดถอย แต่เป็นการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เขาบอกกับซีเอ็นบีซีว่าตลาดมองความต้องการของทรัมป์ที่จะยุติสงครามอย่างรวดเร็วในแง่ดีเกินไป
“ถ้ามันไม่จบลงในเร็วๆ นี้ และมีการยกระดับสถานการณ์ คุณจะได้สถานการณ์ที่เป็นสองทางเลือกสุดขั้ว: คุณยกระดับ คุณชนะ และจากนั้นสถานการณ์ก็จะดีขึ้นสำหรับโลกและสำหรับตลาดในระยะยาว” เขากล่าว
“แต่ถ้าคุณยกระดับแล้วคุณไม่ชนะ คุณจะลงเอยด้วยภาวะเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงแบบทศวรรษ 1970 ดังนั้นคำถามก็คือว่า ตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงสุดขั้วของการลงเอยด้วยสงครามยืดเยื้อ พร้อมกับช็อกแบบทศวรรษ 1970 และผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจชะงักงันเงินเฟ้อสูงสำหรับโลกไว้ในการประเมินหรือยัง นั่นไม่ใช่ฉากทัศน์พื้นฐานของผม แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงที่ตลาดยังไม่ได้สะท้อนเต็มที่ในตอนนี้”
- ครั้งนี้จะไม่มี “TACO” หรือไม่?
รูบินีชี้ว่า ดัชนีแนสแด็กคอมโพสิตกำลังซื้อขายอยู่แถวเขต “ปรับฐาน” (correction territory) ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แม้ว่าที่ผ่านมาแรงกดดันจากตลาดเคยบังคับให้ทรัมป์ “ต้องถอย ต้องยอมแพ้” อยู่บ่อยครั้ง รูบินีให้เหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจแตกต่างออกไป
“ปัญหาก็คือ ถ้าเขายอมถอยในตอนนี้ เขาจะเสียความน่าเชื่อถือ เขาแพ้สงคราม ระบอบการปกครองปัจจุบันยังคงอยู่ในอำนาจ แล้วเขาก็จะต้องแพ้… การเลือกตั้ง” เขาบอกกับซีเอ็นบีซี
“เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ณ จุดนี้ ทางเลือกเดียวที่เขามีก็คือการยกระดับ เพราะถ้าเขายกระดับ ก็ยังมี ‘สภาวะของโลก’ แบบหนึ่งที่มีความเป็นไปได้อยู่พอสมควรที่ … ผู้นำของ [อิหร่าน] จะล่มสลาย และเขาจะไม่ทำผลงานได้แย่นักในการเลือกตั้งกลางเทอม
“ถ้ามันหยุดลงตอนนี้ เขาก็จะแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้นในแง่นั้น วินัยจากตลาด (market discipline) จึงกดดันต่อเขาน้อยลง เพราะเขาต้อง ‘เทหมดหน้าตัก’ เดิมพันกับความเสี่ยงนี้”





