ปฏิบัติการ Epic Fury ดำเนินมาเกือบ 4 สัปดาห์แล้ว แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้อ้างว่าสหรัฐเจรจากับอิหร่านอยู่ ซึ่งเตหะรานปฏิเสธ แต่ในขณะเดียวกันสหรัฐก็เสริมกองทัพอีกหลายพันนายไปยังตะวันออกลาง ความเคลื่อนไหวนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่
สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า ช่วงเริ่มต้นสงครามสหรัฐร่วมกับอิสราเอลโจมตีทางอากาศต่อโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน มีกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอร์น (USS Abraham Lincoln) ประจำการณ์อยู่ และด้วยสถานการณ์สงครามยังไม่มีท่าทีคลี่คลาย สหรัฐจึงเริ่มขยายเสริมกำลังทัพไปประจำการในภูมิภาคเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิรัก
ทรัมป์เตือนว่ามีกองทัพขนาดใหญ่กำลังมุ่งไปยังอิหร่าน ซึ่งรายงานนี้มีขึ้นหลังจากสหรัฐโจมตีเกาะคาร์ก และเตือนว่าโครงสร้างน้ำมันบนเกาะอาจเป็นตกเป็นเป้าถ้าอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ล่าสุดวันอังคาร (24 มี.ค.) เพตากอนเผยว่า ทหารประมาณ 2,000 นาย จากกองพลร่มที่ 82 ของกองทัพบกกำลังมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง ด้านพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐยืนยันว่ากองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ขอกำลังเสริมเพื่อขยายทางเลือกในการปฏิบัติการ
แม้ยังไม่มีการอนุมัติปฏิบัติการภาคพื้นดินใดๆ แต่การระดมพลจากหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐ หน่วยพลร่มชั้นยอดของกองทัพบกสหรัฐและเจ้าหน้าที่บังคับบัญชาระดับกองพล ถือเป็นการขยายทางเลือกทางทหารของสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ
3 กองกำลังใน 1 สมรภูมิ
กำลังเสริมที่มุ่งหน้าไปยังอ่าวเปอร์เซียนั้นประกอบไปด้วย 3 ทัพ ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งด้านที่ตั้งฐานทัพ เส้นทางเดินเรือ และระยะเวลาในการเดินทางไปตะวันออกกลาง
กลุ่มแรก คือ กลุ่มเรือลำเลียงพลและยกพลขึ้นบกตริโปลี (Tripoli Amphibious Ready Group) มีเรือยกพลขึ้นบกชั้นอเมริกาอย่าง USS Tripoli เป็นศูนย์กลาง และจะมาพร้อมกับหน่วยนาวิกโยธินปฏิบัติการที่ 31
กองกำลังนี้ได้รับคำสั่งให้ออกเดินทางจากซาเซโบะประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 13 มี.ค. จากนั้นได้แล่นผ่านช่องแคบมะละกา และถึงดิเอโกกาเซียในเขตมหาสมุทรอินเดียของสหราชอาณาจักรในวันที่ 23 มี.ค. และคาดว่ากองกำลังนี้จะเข้าสู่พื้นที่ความรับผิดชอบของหน่วย CENTCOM ภายในช่วงปลายเดือน มี.ค. หรือต้นเดือน เม.ย.
ขีดความสามารถ: เรือ USS Tripoli + นาวิกโยธินปฏิบัติการที่ 31
- เป็นกำลังหลักจากฝั่งแปซิฟิก (ประจำที่ญี่ปุ่น)
- นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเบา สามารถบรรทุกเครื่องบิน F-35B ได้
- มีนาวิกโยธินราว 2,200 นาย พร้อมอาวุธครบ ทั้งปืนใหญ่ ยานสะเทินน้ำสะเทินบก ฯลฯ
- เป็นหน่วย “ประจำการล่วงหน้าถาวร” พร้อมรบ เคยมีประสบการณ์ปฏิบัติการในอ่าวเปอร์เซีย
กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มเรือลำเลียงพลและยกพลขึ้นบกบ็อกซ์เซอร์ (Boxer Amphibious Ready Group) มีเรือยกพลขึ้นบกชั้น Wasp อย่าง USS Boxer เป็นศูนย์กลาง มาพร้อมกับหน่วยนาวิกโยธินปฏิบัติการที่ 11 ซึ่งมีฐานทัพอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ทางตอนใต้ของสหรัฐ
กองกำลังนี้ออกเดินทางจากซานดิเอโกช่วงวันที่ 19–20 มี.ค. และต้องเดินทางเป็นระยะทางประมาณ 22,200 กิโลเมตรกว่าจะถึงที่หมาย และคาดว่าจะไปถึงพื้นที่สู้รบได้เร็วที่สุดราวกลางเดือนเมษายน
ขีดความสามารถ: เรือ USS Boxer + นาวิกโยธินปฏิบัติการที่ 11
- มาจากแคลิฟอร์เนียในสหรัฐ ถึงพื้นที่รบกลาง เม.ย.
- ขีดความสามารถใกล้เคียง USS Tripoli บรรทุก F-35B ได้
- มีกำลังพลรบราว 2,200 พร้อมลูกเรือ 2,000 คน
- มีบทบาทในสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990-1991 เข้าร่วมแผนล่อลวงทางทะเลที่ตรึงกำลังทหารอิรักไว้ตามแนวชายฝั่งคูเวต
กลุ่มที่ 3 คือ กำลังพลราว 2,000 นายจากหน่วยปฏิบัติการตอบสนองฉุกเฉิน หรือหน่วยทหารเคลื่อนที่เร็ว (Immediate Response Force) ของกองพลร่มที่ 82 ซึ่งประจำการอยู่ที่ฟอร์ต แบร็กก์ ในนอร์ทแคโรไลนา ถือเป็นกำลังเสริมกลุ่มล่าสุดของกองทัพสหรัฐที่กำลังมุ่งหน้าไปตะวันออกกลาง
ขีดความสามารถ: กองพลร่มที่ 82
- เป็นกำลังหลักของกองพลทหารอากาศที่ 18 (XVIII Airborne Corps) ของกองทัพสหรัฐ
- ส่งกำลังมาสมทบราว 2,000 นาย จาก 3,000 นายที่มี
- สามารถเคลื่อนกำลังไปได้ทั่วโลกภายใน 18 ชั่วโมง
- มีประวัติรบในนอร์มังดีและเนเธอร์แลนด์ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
- เคยถูกส่งไปประจำการในสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 อัฟกานิสถานปี 2001 และอิรักปี 2003
- เคยถูกระดมพลไปยังตะวันออกกลางในเดือน ม.ค. 2020
เมื่อรวมกองกำลังนาวิกโยธินที่ 11 และ 31 จะทำให้สหรัฐมีนาวิกโยธินและทหารเรือในตะวันออกกลางราว 4,500 นาย และเมื่อรวมกับกำลังพลจากหน่วยพลร่มที่ 82 จะทำให้มีกำลังทหารเพิ่มอีกเกือบ 7,000 นาย นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
เตรียมปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน?
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการเตรียมการดังกล่าวทำให้ความสนใจมุ่งไปที่ภารกิจที่เป็นไปได้เพียงไม่กี่ภารกิจ มากกว่าที่จะเป็นปฏิบัติการภาคพื้นดิน
รูเบน สจ๊วต นักวิจัยอาวุโสด้านสงครามภาคพื้นดิน สถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (IISS) กล่าวกับอัลจาซีราว่า ปฏิบัติการภาคพื้นดินจะไม่เกิดขึ้นในตอนนี้
นักวิจัยยกตัวอย่างว่า การรุกรานอิรักต้องใช้กำลังพล 160,000 นาย ทั้งๆ ที่อิรักมีขนาดประเทศเล็กกว่าอิหร่านราว 1 ใน 4 แต่กองทัพสหรัฐที่ประจำการในภูมิภาคปัจจุบัน มีเพียงกองพันนาวิกโยธินสหรัฐ 2 กองพัน และกองพันพลร่ม 2 กองพัน ซึ่งแต่ละกองพันมีกำลังพลประมาณ 800 นาย รวมทั้งหมดประมาณ 3,600 นายเท่านั้น
สจ๊วตบอกว่า ขนาดกองทัพดังกล่าวอาจนำไปสู่การปฏิบัติการแบบแยกส่วนและจำกัดเวลา ไม่ใช่ปฏิบัติการภาคพื้นดินที่อาจยืดเยื้อ และย้ำชัดว่าสิ่งที่ขาดหายไปในการระดมพลครั้งนี้คือ หน่วยยานเกราะหนัก ระบบสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และโครงสร้างการบังคับบัญชาที่จำเป็นสำหรับการทำสงครามภาคพื้นดินที่ยืดเยื้อ
ดังนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว กองทัพสหรัฐที่มีตอนนี้คือกองกำลังที่สามารถปฏิบัติการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและเลือกเป้าหมายได้ แต่ไม่ใช่กองกำลังที่สามารถปฏิบัติการลึกเข้าไปในอิหร่าน หรือดำเนินการเป็นระยะเวลานานได้
3 ทางเลือกที่สหรัฐเล็งจัดการอิหร่าน
แม้ว่ายังไม่มีคำสั่งปฏิบัติการภาคพื้นดิน แต่ขนาดและองค์ประกอบของกำลังพล ประกอบกับคำแถลงการณ์จากเจ้าหน้าที่สหรัฐบ่งชี้ว่าอาจมีอย่างน้อยสามสถานการณ์ที่สหรัฐกำลังพิจารณา ได้แก่
- การยึดหรือการปิดล้อมเกาะคาร์ก
- การเคลียร์แนวชายฝั่งของอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และ
- กรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือ การเข้าควบคุมวัสดุนิวเคลียร์ของอิหร่าน
สจ๊วตบอกว่าในทางเลือกทั้งสามทาง “การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นสถานการณ์ที่สหรัฐอาจเลือกทำมากที่สุด โดยมองว่าการรักษาพื้นที่ทางทะเลที่สำคัญ หรือการปราบปรามภัยคุกคามต่อการขนส่งทางเรือนั้น สอดคล้องกับขีดความสามารถของกองกำลังสะเทินน้ำสะเทินบกและกองกำลังทางอากาศของสหรัฐที่ปฏิบัติการจากฐานทัพทางทะเลและฐานทัพในภูมิภาค
ส่วน “การยึดครองเกาะคาร์ก” ในทางเทคนิคแล้วมีความเป็นไปได้ แต่ทำให้สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านอย่างมาก ขณะที่ “การเข้าควบคุมวัสดุนิวเคลียร์อิหร่าน” มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด เพราะต้องมีกำลังภาคพื้นดินมากกว่านี้และใช้เวลาดำเนินการนานกว่า
สจ๊วตเตือนด้วยว่า การระดมพลของสหรัฐจากพื้นที่ต่างๆ ต้องประเมินพลวัตของการยกระดับความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่แค่ให้ความสำคัญกับสมรภูมิตรงหน้า เพราะมีความเสี่ยงว่าอาจมีกลุ่มใดฉวยโอกาสทำอะไรบางอย่างในขณะที่สหรัฐสนใจแต่ตะวันออกกลาง
ด้านพลเรือเอกเจมส์ สตาฟริดิส อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของนาโตเตือนในบทความผ่านบลูมเบิร์กเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การโจมตีเกาะคาร์กอาจต้องเผชิญกับ “การโจมตีด้วยโดรนขนาดใหญ่ เรือเล็กบรรทุกระเบิด และขีปนาวุธ” ระหว่างผ่านช่องแคบ และเสริมว่า กองทัพอิหร่านบนเกาะคาร์กนั้น “อาจถูกกองทัพสหรัฐชุดแรกเอาชนะได้อย่างง่ายดาย” แต่ก็เตือนว่า เกาะนั้นอาจมีการวางกับดักระเบิดไว้อย่างหนาแน่น
เสี่ยงกระทบการเจรจา
สจ๊วตมองว่าการเรียกเสริมทัพไม่ใช่การตัดสินใจทำสงครามในทันที แต่เป็นการสร้างแรงกดดันและเพิ่มอำนาจต่อรอง แต่ก็เตือนว่าสถานการณ์นี้ “เปราะบาง” เพราะยิ่งเพิ่มกำลังมากขึ้น และถ้าหากเพิ่มเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ จะยิ่งถอยกลับได้ยาก และเสี่ยงต่อการ “ยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ” หรือบั่นทอนความยืดหยุ่นในการเจรจา
ทั้งนี้ ทรัมป์เผยว่าเขาได้ยื่นข้อเสนอ 15 ข้อ ให้อิหร่านพิจารณาแล้ว ในขณะที่อิหร่านบอกว่าไม่มีความตั้งใจจะเจรจากับสหรัฐ และได้ยกระดับเงื่อนไขยุติสงครามให้สูงขึ้นไปอีก ซึ่งอาจทำให้เจรจาได้ยาก ในขณะที่ปากีสถานแสดงตนเป็นคนกลางพร้อมช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างอิหร่านและสหรัฐ





