จับตา ปธน.ทรัมป์หารือซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกฯ ญี่ปุ่นในวันนี้ ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นชาติแรกที่อาจเจอกับความอึดอัด หลังจากสหรัฐขอให้ส่งเรือช่วยฮอร์มุซ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจใช้การประชุมในทำเนียบขาวกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.69) เพื่อกดดันให้ช่วยสงครามต่ออิหร่านทำให้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกฯ ญี่ปุ่น ตกอยู่ในตำแหน่งที่น่าอึดอัดใจ เนื่องจากโตเกียวยังคงลังเลว่าจะสามารถสนับสนุนเรื่องนี้ได้มากเพียงใด
ก่อนหน้านี้ทรัมป์ตำหนิพันธมิตรของตนเองที่ให้การสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของ สหรัฐ-อิสราเอล ไม่เต็มที่ และว่า สหรัฐไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร แต่ทรัมป์ยังคงส่งเรือรบเข้าไปเพิ่มในช่องแคบเพื่อกำจัดทุ่นระเบิด และคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านปิดกั้น
ในวันพฤหัสบดีนี้ ทรัมป์จะเป็นเจ้าภาพต้อนรับทาคาอิจิเยือนทำเนียบขาว โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ ระหว่างวอชิงตัน และพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดในเอเชียตะวันออก
ที่ผ่านมา ทาคาอิจิพยายามที่จะนำญี่ปุ่นออกจากรัฐธรรมนูญที่เน้นรักษาสันติภาพซึ่งเป็นฉบับที่วอชิงตันบังคับใช้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สำหรับสงครามกับอิหร่านที่ไม่ได้รับการสนับสนุนในประเทศ เธอจึงยังไม่ได้เสนอความช่วยเหลือใดๆ ต่อสหรัฐ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทาคาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันจันทร์ (16 มี.ค.69) ว่า ญี่ปุ่นไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการจากสหรัฐ แต่กำลังตรวจสอบขอบเขตของการดำเนินการที่เป็นไปได้ภายใต้รัฐธรรมนูญของตนเอง
ในขณะที่พันธมิตรของสหรัฐ เช่น เยอรมนี อิตาลี และสเปน ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมภารกิจใดๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ
คริส จอห์นสโตน อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่ตอนนี้เป็นหุ้นส่วนกับบริษัทที่ปรึกษาเอเชีย กรุ๊ป กล่าวว่า “การเยือนครั้งนี้กลายเป็นเรื่องที่ตึงเครียดมากอย่างกะทันหันสำหรับทาคาอิจิ" และว่า
“เธอหวังที่จะเป็นเสียงสุดท้ายในห้อง (ประชุม) ที่สามารถมีอิทธิพลต่อแนวทางของประธานาธิบดีเกี่ยวกับการเดินทางไปจีน แต่กลับกลายเป็นว่า เธออาจเป็นพันธมิตรคนแรกในห้องที่ต้องตอบสนองคำขอความช่วยเหลือในตะวันออกกลางจากทรัมป์”
นายกฯ ญี่ปุ่น อาจเจอคำขอช่วยสนับสนุนด้านอาวุธ
รอยเตอร์รายงานว่า ในการประชุมกับทรัมป์ ทาคาอิจิอาจต้องหาวิธีทำให้เขาพอใจเกี่ยวกับคำขอเรื่องเรือ ในขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย และการเมืองภายในประเทศด้วย
แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่น 3 รายเผยว่า โตเกียวอาจได้รับคำขอให้ผลิต หรือร่วมพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถช่วยชดเชยคลังกระสุนของสหรัฐที่หมดไปจากการทำสงครามอิหร่าน และสงครามของรัสเซียในยูเครน แต่โตเกียวยังคงพิจารณาอยู่ว่าจะตอบสนองต่อคำร้องขออย่างไร
ญี่ปุ่นนั้นต่างไปจากสหรัฐ เพราะมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านซึ่งอาจช่วยสร้างช่องทางที่เป็นไปได้สำหรับการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงคราม แม้ว่าความพยายามในอดีตของญี่ปุ่นในการไกล่เกลี่ยกับเตหะรานในปี 2019 จะล้มเหลวก็ตาม
แหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่น 2 รายกล่าวว่า ทาคาอิจิอาจบอกว่าญี่ปุ่นมีความมุ่งมั่นจะเข้าร่วม “Golden Dome” ข้อริเริ่มระบบป้องกันขีปนาวุธซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อตรวจจับ ติดตาม และอาจตอบโต้ภัยคุกคามจากวงโคจร
เมื่อถามว่าข้อเรียกร้องของทรัมป์ให้ช่วยเหลือในสงครามอิหร่านจะมีขึ้นในที่ประชุมหรือไม่ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวปฏิเสธให้คำตอบเรื่องนี้ แต่บอกเพียงว่า ผู้นำทั้งสองจะหารือเกี่ยวกับการดำเนินการของข้อตกลงการค้าที่ทั้งสองประเทศลงนามในปี 2025 และจะหารือเรื่องพลังงาน การปกป้องห่วงโซ่อุปทาน ประเด็นความมั่นคงภูมิภาค และความร่วมมือทวิภาคีด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และกลาโหม
นอกจากนี้ ทาคาอิจิอาจประกาศการลงทุนล็อตใหม่ในโครงการที่ทรัมป์อนุมัติในสหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุน 5.5 แสนล้านดอลลาร์ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้คำมั่นไว้เพื่อแลกกับการผ่อนปรนภาษีที่ประธานาธิบดีสหรัฐกำหนดเมื่อปีที่แล้ว
แหล่งข่าวที่ทราบเกี่ยวกับแผนการประชุมระบุว่า ญี่ปุ่นอาจให้คำมั่นว่าจะลงทุนประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ในระยะที่สองด้วย ซึ่งครอบคลุมด้านแร่ธาตุสำคัญ และพลังงาน หลังจากที่ได้ให้คำมั่นว่าจะลงทุนในสามโครงการมูลค่า 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





