วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

ศักยภาพรบ 'อิหร่าน' ถดถอยจริงหรือไม่? เหลือไม้ตายอะไรใช้ต่อกรกับ 'สหรัฐ-อิสราเอล'

ศักยภาพรบ 'อิหร่าน' ถดถอยจริงหรือไม่? เหลือไม้ตายอะไรใช้ต่อกรกับ 'สหรัฐ-อิสราเอล'

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การร่วมโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลบั่นทอนขีดความสามารถของอิหร่านในการยิงขีปนาวุธและโดรนอย่างรุนแรง แต่อิหร่านยังคงมีศักยภาพมากพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญได้

ทำเนียบขาวเผยในวันเสาร์ (14 มี.ค.) ว่า ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่านถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง กองทัพเรือของอิหร่านก็ประเมินว่าการสู้รบไม่มีประสิทธิภาพ สหรัฐสามารถคุมน่านฟ้าอิหร่านได้อย่างสมบูรณ์ และว่า ปฏิบัติการ Epic Fury ได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยม

ต่อมาวันอาทิตย์ (15 มี.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐได้ทำลายล้างขีดความสามารถด้านการผลิตโดรนของอิหร่านแล้ว และในช่วงบ่ายวันจันทร์ (16 มี.ค.) กาตาร์ประกาศว่าสามารถสกัดฝูงขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านได้จำนวนหนึ่ง ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และบาห์เรน ออกประกาศเตือน และมีขีปนาวุธลูกหนึ่งตกใส่รถยนต์พลเรือนในกรุงอาบูดาบี ส่งผลให้มีคนเสียชีวิต 1 ราย

จากรายงานเหล่านี้ เราจะเหมารวมได้หรือไม่ว่า ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่านลดลงอย่างรุนแรง แล้วอิหร่านยังโจมตีเพื่อนบ้านและอิสราเอลต่อได้อย่างไร อัลจาซีราสรุปไว้ดังนี้

อิหร่านยิงขีปนาวุธได้ลดลงจริงหรือไม่?

จริงๆ แล้ว จำนวนขีปนาวุธและโดรนที่อิหร่านยิงใส่ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย อิสราเอล และชาติอื่นๆ ในภูมิภาค ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

จากการรวบรวมข้อมูลโดยอัลจาซีรา ซึ่งอ้างอิงจากแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมยูเออี พบว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของความขัดแย้ง อิหร่านยิงขีปนาวุธนำวิถีและขีปนาวุธร่อนใส่ยูเออี 167 ลูก และยิงโดรน 541 ลำ เป็นต้น แต่ในทางกลับกัน เมื่อความขัดแย้งมาถึงวันที่ 15 ยูเออียิงสกัดขีปนาวุธได้ 4 ลูก และโดรน 6 ลำ

ตามรายงานของสถาบันเพื่อการศึกษาความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล ระบุว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธต่ออิสราเอลก็ลดลงเช่นกัน จากเกือบ 100 ลูกในช่วงสองวันแรก เหลือเพียงตัวเลขหลักเดียวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ด้านเพนตากอนเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การยิงขีปนาวุธของอิหร่านลดลง 90% จากวันแรกของการสู้รบ และการโจมตีด้วยโดรนลดลง 86% 

คลังแสงขีปนาวุธอิหร่านถูกทำลายไปเท่าไร?

สำนักงานอำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐประเมินในปี 2022 ว่า อิหร่านมีคลังแสงขีปนาวุธนำวิถีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

แม้ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่าอิหร่านมีขีปนาวุธเท่าไร แต่ข่าวกรองอิสราเอลคาดว่า อิหร่านมีขีปนาวุธราว 3,000 ลูก และลดลงสู่ระดับ 2,500 ลูก หลังสงคราม 12 วันในเดือน มิ.ย. ปี 2568

กลยุทธ์สำคัญของสหรัฐจึงเป็นการมุ่งเป้าโจมตีเครื่องยิงขีปนาวุธของอิหร่าน เนื่องจากการยิงขีปนาวุธแต่ละครั้งจะมีหลักฐานบางอย่างปรากฏขึ้นในสถานที่นั้นๆ เช่น การระเบิดขนาดใหญ่ ซึ่งดาวเทียมและระบบเรดาร์สามารถตรวจจับได้

ด้านสถาบันการศึกษาสงครามอ้างอิงเจ้าหน้าที่ทางทหารของอิสราเอล ระบุว่า อิสราเอลปลดประจำการเครื่องยิงไปแล้ว 290 เครื่อง จากที่มีราว 410 - 440 เครื่อง

อย่างไรก็ตาม รศ.เดวิด เดส โรเชส จากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศในวอชิงตันดีซี บอกว่า เนื่องด้วยประเทศอิหร่านมีพื้นที่กว้างขวาง และหากไม่มีกองกำลังภาคพื้นดิน ก็อาจยากที่จะกำจัดขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธของอิหร่านต่อสหรัฐและอิสราเอลที่อ้างว่าสามารถควบคุมน่านฟ้าอิหร่านได้เกือบทั้งหมดแล้ว

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะระบุตำแหน่งเครื่องยิง สิ่งที่เราเห็นคือ ขีปนาวุธซ่อนอยู่ในที่ลับ หรือในสถานที่ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทหารก่อนเกิดสงคราม ซึ่งเป็นช่วงที่ถูกเพ่งเล็งน้อยลง” เดส โรเชส กล่าวกับอัลจาซีรา

เดส โรเชส บอกด้วยว่า การยิงที่ชะลอตัวลงเป็นเพราะกองทัพอิหร่านสูญเสียขีดความสามารถในการยิงเป็นชุด ดังนั้น อิหร่านจึงยิงเพียง 1 หรือ 2 ลูกต่อครั้ง เน้นมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนและการพาณิชย์ โดยเฉพาะในประเทศอ่าวเปอร์เซีย แทนที่จะเน้นเป้าหมายทางทหาร แต่อิหร่านยังคงยืนยันว่ามีเป้าหมายที่จะโจมตีแค่ผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาค

รองศาสตราจารย์กล่าว “กองทัพบอกว่า [การกระทำของอิหร่าน] ไม่มีนัยสำคัญ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า การยิงก่อกวนเพื่อทำให้ระบบเตือนภัยในประเทศใกล้เคียงอ่อนกำลังลง และสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชน”

กลยุทธ์ที่อิหร่านใช้ต่อกรกับมหาอำนาจ

ฮามิดเรซา อาซิซี ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน และนักวิจัยรับเชิญจากสถาบันกิจการระหว่างประเทศและความมั่นคงแห่งเยอรมนี (SWB) กล่าวว่า การคาดคะเนหลักของเตหะรานคือ การคาดหวังว่าประเทศอ่าวเปอร์เซียและอิสราเอลจะหมดขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง ก่อนที่ขีปนาวุธของอิหร่านจะหมด

อาซิซีบอกว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่สงครามนี้จะเป็นสงครามบั่นทอนกำลัง และย้ำว่า แม้อิหร่านยิงขีปนาวุธลดลง แต่ปริมาณยังคงที่ในแต่ละวัน

ในขณะที่สหรัฐและอิสราเอลประสบความสำเร็จในการทำลายเครื่องยิงขีปนาวุธและฐานเก็บขีปนาวุธที่สำคัญ แต่อิหร่านได้กระจายอำนาจในการบัญชาการขีปนาวุธแล้ว และหันไปพึ่งพาเครื่องยิงแบบเคลื่อนที่ ซึ่งยากที่จะตรวจจับและระบุตำแหน่ง

“นี่คือการแข่งขันกับเวลา” อาซิซีกล่าว

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญต่างบอกว่า ในการแข่งขันนี้ อิหร่านเชื่อว่าตนยังมีโอกาส

ผศ.มูฮานาด เซลูม จากสาขาการศึกษาความมั่นคงเชิงวิพากษ์สถาบันบัณฑิตศึกษาโดฮา กล่าวกับอัลจาซีราว่า ปริมาณการยิงขีปนาวุธไม่สำคัญ ตราบใดที่ยังสามารถคงระดับภัยคุกคามไว้ได้

“โดรนเพียงลำเดียวที่ประสบความสำเร็จ ก็สามารถสั่นคลอนความรู้สึกด้านความมั่นคงได้”

อิหร่านมีประสบการณ์มาอย่างยาวนานในการผลิตโดรนที่มีประสิทธิภาพแต่ราคาถูก ซึ่งโดรนชาเฮด 136 (Shahed 136) ผลิตได้อย่างรวดเร็วและได้ในปริมาณมากในระดับโรงงานทั่วไป และสามารถยิงโดรนได้หลายลำพร้อมกัน ทำลายแนวป้องกันราบคาบ

โดรนชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยิงที่มีความซับซ้อนที่อาจตกเป็นเป้าหมายทางอากาศ โดรนชาเฮดมีความเร็ว 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถยิงเฮลิคอปเตอร์ร่วงได้หลายลำ ทั้งยังยังสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐและประเทศอ่าวเปอร์เซียได้

ในการต่อกรกับมหาอำนาจครั้งนี้ นอกจากใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลแล้ว อิหร่านยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญด้วย ล่าสุดวันจันทร์ มีรายงานว่า สนามบินนานาชาติดูไบของยูเออีเกิดไฟไหม้จากเหตุการณ์เกี่ยวกับโดรน ส่งผลกระทบเที่ยวบินหยุดชะงัก และพื้นที่อุตสาหกรรมฟูไจราห์ของยูเออีก็มีรายงานถูกโดรนโจมตี ด้านอิสราเอลเกิดไซเรนดังทั่วภาคกลางเพราะขีปนาวุธอิหร่าน และเรือขนส่งสินค้าหลายร้อยลำยังคงจอดนิ่งในช่องแคบฮอร์มุซ เพราะกังวลอิหร่านอาจโจมตี

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของหลักการป้องกันตนเองของอิหร่านในการทำสงครามแบบไม่สมมาตร เพื่อต่อกรกับมหาอำนาจทางทหารที่เหนือกว่าอย่างสหรัฐและอิสราเอล

โดยฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ซึ่งในกรณีนี้คืออิหร่าน จะหันไปใช้วิธีการทำสงครามแบบพิเศษ โดยการบั่นทอนกำลังของศัตรูด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ

เตหะรานทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และทำให้ตลาดโลกตกตื่นตระหนก

กาตาร์ ผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่อันดับสองของโลกยังคงระงับการผลิต ขณะที่บริษัทน้ำมันบาห์เรนประกาศเหตุสุดวิสัยในการขนส่งน้ำมัน และการผลิตน้ำมันจากแหล่งน้ำมันหลักทางตอนใต้ของอิรักลดลงถึง 70%

วาลิ นาสร์ ศาสตราจารย์ด้านกิจการระหว่างประเทศและตะวันออกกลางศึกษา จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ เตือนว่า หากอิหร่านสามารถผลักดันราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้นได้ต่อไป “จะสร้างความเสียหายให้กับสหรัฐ "มากเท่ากับ" หรือ "มากกว่า" ที่อเมริกาทิ้งระเบิดใส่อิหร่านเสียอีก”