วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

ช่องแคบฮอร์มุซวิกฤติหนัก รัฐอ่าวเปอร์เซียจี้สหรัฐจัดการอิหร่านสิ้นฤทธิ์

ช่องแคบฮอร์มุซวิกฤติหนัก รัฐอ่าวเปอร์เซียจี้สหรัฐจัดการอิหร่านสิ้นฤทธิ์

แหล่งข่าวสามรายเผย รัฐอ่าวเปอร์เซียไม่ได้ขอให้สหรัฐทำสงครามอิหร่าน แต่ตอนนี้หลายประเทศเร่งเร้าสหรัฐอย่าได้รามือปล่อยให้อิหร่านเป็นภัยคุกคามการส่งออกน้ำมันและประเทศที่พึ่งพาน้ำมันได้อีก

แหล่งข่าวจากอ่าวเปอร์เซียสามรายเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า รัฐอ่าวอาหรับเร่งเร้าให้สหรัฐจัดการอิหร่านให้สิ้นฤทธิ์ อย่าปล่อยไว้เป็นภัยคุกคามต่อไปได้ในอนาคต ขณะเดียวกันแหล่งข่าวทั้งสามและนักการทูตอาหรับและตะวันตกอีกห้าราย กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันก็กำลังกดดันให้รัฐอ่าวเปอร์เซียเข้าร่วมสงครามสหรัฐ-อิสราเอล

สามคนในจำนวนนี้เผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการแสดงให้เห็นว่ารัฐแถบนี้สนับสนุนการโจมตี เพื่อหนุนเกียรติภูมิระหว่างประเทศและแรงสนับสนุนในสหรัฐ

“ทั่วอ่าวเปอร์เซียรู้สึกว่าอิหร่านล้ำเส้นกับทุกประเทศ”

“ตอนแรกเราปกป้องพวกเขาและต่อต้านสงคราม แต่เมื่อพวกเขาเริ่มโจมตีเราโดยตรง พวกเขาก็กลายเป็นศัตรู ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้” อับดุลลาซิส เซเกอร์ ประธานศูนย์วิจัยอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมีฐานปฏิบัติการในซาอุดีอาระเบีย บุคคลผู้คุ้นเคยกับแนวคิดของรัฐบาล กล่าว

อิหร่านโจมตี 6 รัฐอ่าวเปอร์เซีย

เตหะรานได้แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของตนเองด้วยการโจมตีสนามบิน ท่าเรือ โรงงานน้ำมัน และศูนย์กลางการค้าในหกรัฐอ่าวเปอร์เซียด้วยขีปนาวุธและโดรน ขณะเดียวกันก็ขัดขวางการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลกและเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจในอ่าว

การโจมตีดังกล่าวได้ตอกย้ำความหวาดระแวงของรัฐในอ่าวเปอร์เซียว่า การปล่อยให้อิหร่านมีอาวุธโจมตีหรือศักยภาพในการผลิตอาวุธที่สำคัญ อาจทำให้อิหร่านกล้าที่จะยึดเส้นทางพลังงานที่สำคัญของภูมิภาคเป็นตัวประกันเมื่อใดก็ตามที่ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อสงครามเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 สหรัฐและอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้มข้น อิหร่านก็ยิงฐานทัพสหรัฐและเป้าหมายพลเรือนทั่วอ่าวเปอร์เซีย

แหล่งข่าวในอ่าวรายหนึ่งเผยว่าบรรยากาศโดยรวมในหมู่ผู้นำนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง นั่นคือ ทรัมป์ควรลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่านอย่างครอบคลุมไม่เช่นนั้นแล้วก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ภัยคุกคามต่อเนื่อง อิหร่านจะคุกคามภูมิภาคนี้ จนกว่าจะอ่อนแอลงอย่างรุนแรง

รอยเตอร์ระบุว่า อิหร่านซึ่งเป็นมุสลิชีอะห์มักมองเพื่อนบ้านซุนนีในอ่าวอาหรับ ผู้เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐและให้เข้ามาตั้งฐานทัพ ด้วยสายตาหวาดระแวงมาก แม้ความสัมพันธ์กับกาตาร์และโอมานไม่ได้ตึงเครียดมากก็ตาม

หลายปีที่ผ่านมา อิหร่านและพันธมิตรในภูมิภาคถูกกล่าวหาว่าโจมตีโรงงานผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีโรงงานผลิตน้ำมัน Abqaiq และ Khurais ของซาอุดีอาระเบียในปี 2019 ซึ่งอิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ ส่งผลให้ผลผลิตของซาอุดีอาระเบียลดลงครึ่งหนึ่งและสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงาน

สำหรับผู้นำอ่าว การไม่ทำอะไรเลยตอนนี้เป็นความเสี่ยงยิ่งกว่า

ผลจากการโจมตีของอิหร่านในเดือนนี้ยิ่งกว่าความเสียหายทางวัตถุ ยังปั่นป่วนการขนส่งน้ำมันและทำลายภาพลักษณ์ความมั่นคงและเสถียรภาพที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียสร้างมาอย่างยากลำบากยิ่งด้วย เท่ากับเป็นการทำลายความพยายามขยายการค้าและการท่องเที่ยว ลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันของประเทศเหล่านี้

“ถ้าอเมริกันถอนตัวไปก่อนภารกิจเสร็จสมบูรณ์ เราจะถูกทิ้งให้ต้องเผชิญหน้าอิหร่านด้วยตัวเราเอง” เซเกอร์กล่าว

รัฐอ่าวเปอร์เซียกลัวถูกลากเข้าสงคราม

รอยเตอร์สอบถามไปยังทำเนียขาว ได้คำตอบว่า สหรัฐกำลัง “บดขยี้ขีดความสามารถ (ของอิหร่าน) ไม่ให้ใช้อาวุธเหล่านี้หรือผลิตเพิ่ม” และว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ติดต่อใกล้ชิดกับพันธมิตรของเราในตะวันออกกลาง”

ในบรรดาประเทศอ่าวอาหรับ มีเพียงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เท่านั้นที่ตอบกลับรอยเตอร์ว่า “ไม่ได้ต้องการถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งหรือการยกระดับความรุนแรง” แต่ยืนยันถึงสิทธิของตน “ที่จะใช้ทุกมาตรการจำเป็น” ปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง เกียรติภูมิของยูเออี และรับประกันความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัย

แหล่งข่าวในภูมิภาคระบุว่า ไม่มีการพิจารณาถึงการใช้ปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียวโดยรัฐใดรัฐหนึ่งในอ่าวเปอร์เซียมีเพียงการแทรกแซงร่วมกันเท่านั้นที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้แต่ละประเทศถูกตอบโต้ได้

ยิ่งไปกว่านั้น การบรรลุฉันทามติยังคงเป็นเรื่องยาก สมาชิกทั้งหกของสภาความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย (จีซีซี) ได้แก่ บาห์เรน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่งจัดการประชุมผ่านโปรแกรม Zoom เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และยังไม่มีการจัดประชุมสุดยอดประเทศอาหรับเพื่อหารือถึงการดำเนินการร่วมกัน

ผู้นำอ่าวเปอร์เซียยังคงหวาดกลัวอย่างมากว่าจะถูกลากเข้าสู่สงครามที่ขยายวงควบคุมไม่ได้

พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า พันธมิตรอ่าวอาหรับกำลัง“เพิ่มความพยายามมากยิ่งขึ้น” และเต็มใจที่จะ “รุกโจมตี” และกำลังทำงานร่วมกับวอชิงตันในการป้องกันทางอากาศร่วมแบบบูรณาการอยู่แล้วแต่เฮกเซธไม่ได้ระบุว่าประเทศเหล่านั้นอาจจะทำอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเออีรายหนึ่งเผยว่า ประเทศของเขาเลือกที่จะยับยั้งชั่งใจ หลังจากที่อิหร่านกล่าวว่า กองทัพสหรัฐใช้ยูเออีเป็นฐานในการโจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน

แต่เซเกอร์กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบีย คู่แข่งอิทธิพลในภูมิภาครายสำคัญของอิหร่านอาจจำเป็นต้องตอบโต้ถ้าอิหร่านล้ำเส้น ที่ชัดเจนคือโจมตีคลังน้ำมันใหญ่หรือโรงงานกลั่นน้ำทะเล หรือทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

“ในกรณีเหล่านั้น ซาอุดีอาระเบียย่อมไม่มีทางเลือกต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว” เซเกอร์กล่าวและว่าถึงกระนั้น ริยาดก็จะพยายามปรับยุทธศาสตร์การตอบโต้เพื่อไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้

อ่าวเปอร์เซียตกที่นั่งลำบาก

ฟาวาซ เกอร์เกส จาก London School of Economics กล่าวว่า โดยพื้นฐานแล้ว กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเชิงยุทธศาสตร์นั่นคือ การรักษาสมดุลระหว่างภัยคุกคามโดยตรงจากการโจมตีของอิหร่าน กับความเสี่ยงที่ใหญ่กว่ามากจากการถูกดึงเข้าไปสู่สงครามที่นำโดยสหรัฐและอิสราเอล

หากร่วมรบจะทำให้วอชิงตันเหนือกว่าทางทหารเล็กน้อย แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงถูกอิหร่านโต้กลับได้มากผลลัพธ์ที่ได้คือการยับยั้งชั่งใจอย่างรอบคอบได้แก่ การปกป้องอธิปไตยและส่งสัญญาณถึงขอบเขตที่ยอมรับไม่ได้ โดยไม่เข้าไปพัวพันกับสงครามที่ประเทศอ่าวเปอร์เซียไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นหรือควบคุม

ถึงขณะนี้ ความได้เปรียบของอิหร่านเป็นที่ประจักษ์ อิหร่านเป็นคนตัดสินใจว่า เรือลำใดที่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งไม่มีประเทศใดในอ่าวเปอร์เซียรับสิ่งนี้ได้เลย

เบอร์นาร์ด เฮย์เคล ศาสตราจารย์ด้านตะวันออกศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน กล่าวว่า “ในเมื่ออิหร่านแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ อ่าวเปอร์เซียจึงเผชิญกับภัยคุกคามที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หากไม่จัดการปัญหานี้ อันตรายนี้จะคงอยู่ยาวนาน”

เมื่อวันอาทิตย์ (15 มี.ค.) ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรช่วยกันเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความสำเร็จเพียงเล็กน้อย

เฮย์เคลให้เหตุผลว่า แม้เศรษฐกิจโลกพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซีย น้ำมันส่วนใหญ่ส่งไปทางตะวันออกสู่จีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เท่ากับว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบด้วย

“จีนช่วยดูแลความปลอดภัยเส้นทางนอกฝั่งโซมาเลีย ก็อาจยินดีเข้ามาที่นี่ด้วย” เฮย์เคลกล่าว